Last updated: 23 ก.ย. 2569 | 41 จำนวนผู้เข้าชม |
นับเป็นครั้งแรกที่ MB&F รวบรวมนาฬิกาทั้ง 13 รุ่นจากคอลเลกชัน Horological Machines มาจัดแสดงร่วมกันในนิทรรศการเดียว ตั้งแต่ HM1 ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2007 ไปจนถึง HM12 The Guardian รุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว
ภายใต้ชื่อ “Horological Machines – Two Decades of Kinetic Wrist Sculptures” โดยนิทรรศการจะเปิดตัวครั้งแรก ณ MB&F M.A.D.Gallery เมืองเจนีวา ก่อนเดินทางไปจัดแสดงต่อที่ M.A.D.Gallery และ MB&F Lab แห่งอื่น ๆ ทั่วโลกจนถึงสิ้นปี โดยนับเป็นโอกาสพิเศษสำหรับนักสะสม ผู้ชื่นชอบ และพันธมิตรของแบรนด์ที่จะได้กลับมาชื่นชม Horological Machines หลายรุ่นที่ยุติการผลิตไปนานแล้วและอาจเลือนหายไปจากความทรงจำ ขณะเดียวกัน ผู้ที่เพิ่งเริ่มรู้จัก MB&F ก็จะได้สัมผัสเรื่องราวและวิวัฒนาการของ Horological Machines ทั้ง 13 รุ่นอย่างครบถ้วน ผ่านผลงานที่สะท้อนจินตนาการและแนวคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์



Horological Machine แต่ละรุ่นจะถูกจัดแสดงภายในดิสเพลย์ที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษโดย Pavillon Noir เอเจนซีด้านการออกแบบจากกรุงปารีส โดยมุ่งถ่ายทอดแรงบันดาลใจที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ มากกว่าการนำเสนอรายละเอียดทางเทคนิคของนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นภาพในจินตนาการ ความทรงจำ วัตถุ หรือโลกแห่งจินตนาการที่เป็นต้นกำเนิดของแต่ละผลงาน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ Horological Machines แตกต่างจากผลงานอื่นในจักรวาลของ MB&F เพราะในขณะที่ Legacy Machines นำศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ในมุมมองที่คลาสสิก Horological Machines กลับเริ่มต้นจากภาพหรือแนวคิดอันทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็นโลกแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ ความทรงจำในวัยเด็ก รถสปอร์ต รูปทรงสถาปัตยกรรม หรือสิ่งมีชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ก่อนจะพัฒนาแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นกลไกจักรกลที่สามารถสวมใส่ไว้บนข้อมือ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเบื้องหลังของแต่ละผลงานให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ภายในนิทรรศการยังมีแค็ตตาล็อกฉบับพิเศษที่รวบรวมข้อมูลด้านเทคนิคและรายละเอียดของ Horological Machine แต่ละรุ่นไว้อย่างครบถ้วน



ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาในหลากหลายรูปแบบ โดย HM2, HM3 และ HM6 สำรวจดินแดนแห่งจินตนาการของโลกไซไฟ HM5, HMX และ HM8 ตีความภาษาการออกแบบของรถสปอร์ตและโลกยานยนต์ขึ้นใหม่ ขณะที่ HM7 และ HM10 ก้าวเข้าสู่โลกแห่งรูปทรงชีวภาพ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากแมงกะพรุนและสุนัขบูลด็อกตามลำดับ ส่วน Horological Machines รุ่นอื่น ๆ ได้รับแรงบันดาลใจจากการบิน สถาปัตยกรรม และจักรวาลแห่งแนวคิดอื่น ๆ โดยแต่ละเรือนได้แปลงแนวคิดด้านรูปลักษณ์ที่เกิดจากสัญชาตญาณให้กลายเป็นประติมากรรมเชิงกลสามมิติที่สวมใส่ได้บนข้อมือ




นิทรรศการปิดท้ายด้วย HM12 The Guardian ผลงานล่าสุดในคอลเลกชัน Horological Machine ของ MB&F ซึ่งเป็นทั้งนาฬิกาและหุ่นยนต์ที่ผสานศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ประติมากรรมเชิงกล และการออกแบบคาแรกเตอร์ไว้ในผลงานเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ นิทรรศการ Horological Machines – Two Decades of Kinetic Wrist Sculptures จึงไม่เพียงเป็นการย้อนมองเส้นทางแห่งการสร้างสรรค์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ขับเคลื่อน MB&F มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง นั่นคือการสร้างสรรค์ผลงานเชิงกลที่มีจิตวิญญาณ เปี่ยมด้วยความน่าพิศวง และอัดแน่นด้วยความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรม เพื่อทำให้แม้แต่แนวคิดที่เหนือจินตนาการที่สุดสามารถเกิดขึ้นได้จริง
MB&F ต้นกำเนิดแห่งแนวคิดห้องปฏิบัติการด้านเครื่องจักรกลบอกเวลา
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2005 เอ็มบีแอนด์เอฟ (MB&F) คือห้องปฏิบัติการเครื่องจักรกลบอกเวลาแนวคิดใหม่แห่งแรกของโลก ด้วยชุดกลไกที่น่าทึ่งเกือบ 20 ชุด ที่สร้างฐานอันมั่นคงให้กับเครื่องจักรกลบอกเวลาอันมีชื่อเสียง ทั้งในคอลเลกชัน ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machines) และ เลกาซี แมชชีน (Legacy Machines) โดย MB&F ยังคงดำเนินตามวิสัยทัศน์ของ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ (Maximilian Büsser) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการด้านการสร้างสรรค์ในการสร้างศิลปะจลศาสตร์สามมิติที่แตกต่างจากการประดิษฐ์นาฬิกาแบบดั้งเดิม



หลังจาก 15 ปีของการบริหารงานให้กับเหล่าแบรนด์นาฬิกาอันทรงเกียรติ แม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร ณ แฮร์รี วินสตัน (Harry Winston) ในปี ค.ศ. 2005 เพื่อสร้างสรรค์แบรนด์ MB&F ที่ย่อมาจากแม็กซิมิเลียน บูซเซอร์ แอนด์ เฟรนด์ส (Maximilian Büsser & Friends) โดย MB&F เป็นห้องปฏิบัติการเชิงศิลป์และวิศวกรรมจุลภาค ที่ทุ่มเทให้กับการออกแบบและรังสรรค์นาฬิกาตามแนวคิดสุดขั้ว ด้วยจำนวนการผลิตไม่มาก แต่เป็นการรวบรวมเหล่ายอดฝีมือและมืออาชีพด้านเครื่องบอกเวลาผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ ที่บูซเซอร์ทั้งให้ความเคารพและสนุกกับการทำงานร่วมกัน
ในปี ค.ศ. 2007 MB&F เปิดตัวนาฬิกา ออโรโลจิคัล แมชชีน (Horological Machine) รุ่นแรกใน เอชเอ็ม1 (HM1) ภายใต้ประติมากรรมตัวเรือนสามมิติและเครื่องยนต์ (กลไก) ที่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม ซึ่งได้มอบมาตรฐานให้กับเหล่านาฬิกาในตระกูล ออโรโลจิคัล แมชชีน รุ่นถัดมา ที่นับเป็นแมชชีน (Machines) ทุกเรือนซึ่งบอกเวลาได้ มิใช่เพียงในฐานะเครื่องบอกเวลาเท่านั้น โดย ออโรโลจิคัล แมชชีน ได้ออกสำรวจมาแล้วทั้งในโลกอวกาศและนิยายวิทยาศาสตร์การบิน ซูเปอร์คาร์ อาณาจักรสัตว์ ไปจนถึงสถาปัตยกรรม
ในปี 2011 MB&F ได้เปิดตัวคอลเลกชัน Legacy Machine ซึ่งนำเสนอผ่านตัวเรือนทรงกลมอันมีเอกลักษณ์ นาฬิกา
ในคอลเลกชันนี้ถือเป็นผลงานที่มีความคลาสสิกมากขึ้น – แน่นอนว่าคลาสสิกในแบบฉบับของ MB&F – โดยเป็นการแสดงความเคารพต่อความยอดเยี่ยมของศาสตร์การทำนาฬิกาในศตวรรษที่ 19 ผ่านการตีความกลไกซับซ้อนจากปรมาจารย์ด้านการประดิษฐ์นาฬิกาในอดีตให้กลายเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัย นอกจากนี้ Legacy Machine บางรุ่นยังได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นเวอร์ชั่น EVO ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำและทนต่อแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟของนักสะสม โดยปกติแล้ว MB&F จะสลับเปิดตัวระหว่างนาฬิการูปแบบล้ำสมัยสุดขั้วในคอลเลกชัน Horological Machine กับนาฬิกาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ในคอลเลกชัน Legacy Machine
โดยมี เอฟ (F) ที่หมายถึงผองเพื่อน (Friends) และเป็นไปโดยธรรมชาติที่ MB&F ได้พัฒนาความร่วมมือขึ้นมากมายร่วมกับเหล่าศิลปิน ช่างนาฬิกา นักออกแบบ และผู้ผลิต ที่พวกเขาต่างยกย่อง
และด้วยความร่วมมือนี้เองที่ได้นำพามาซึ่งสองสาขาใหม่ นั่นคือศิลปะการแสดง (Performance Art) และความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ (Co-creations) ขณะที่ชิ้นงานศิลปะการแสดงนั้นคือแมชชีนรุ่นต่างๆ ของ MB&F ที่ได้นำกลับมารังสรรค์ใหม่อีกครั้งโดยผู้เชี่ยวชาญและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์จากนอกองค์กร กับความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเพียงนาฬิกาข้อมือ แต่ยังรวมไปถึงประเภทอื่นๆ ของเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีน ที่ผ่านการคิดค้นทางวิศวกรรมและรังสรรค์ขึ้นด้วยงานฝีมือโดยเหล่าผู้ผลิตนาฬิกาสวิสจากแนวคิดและงานออกแบบของ MB&F และผลงานหลายๆ ชิ้นจากความร่วมมือแห่งการสร้างสรรค์เหล่านี้ อาทิ นาฬิกาคล็อกบอกเวลาที่สร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับเลเป 1839 (L’Epée 1839) เช่นเดียวกับความร่วมมืออื่นๆ กับ รูช (Reuge) และคารันดาช (Caran d’Ache) ที่ได้สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลบอกเวลา



และเพื่อมอบสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์จักรกลหรือแมชชีนเหล่านี้ทั้งหมด บูซเซอร์ได้มีแนวคิดของการจัดแสดง ผลงานเหล่านี้ไว้ภายในแกลลอรีศิลปะ ร่วมไปกับอีกหลากหลายรูปแบบของศิลปะจักรกลที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยศิลปินแขนงอื่นๆ ที่เป็นมากไปกว่าการจัดแสดงหน้าร้านเหมือนทั่วไป และนั่นได้นำมาสู่การสร้างสรรค์ของ เอ็มบีแอนด์เอฟ แมดแกลลอรี (MB&F M.A.D.Gallery) (M.A.D. หมายถึง Mechanical Art Devices) แห่งแรกขึ้นในเจนีวา ซึ่งต่อมายังได้เปิดตัวตามมาโดยเหล่าแมดแกลลอรีแห่งต่างๆ ทั้งในสิงคโปร์ ไทเป ปารีส และเบเวอร์ลี ฮิลส์
มากไปกว่านั้น ยังมีรางวัลอันโดดเด่นอีกมากมายที่ย้ำเตือนถึงธรรมชาติแห่งนวัตกรรมการเดินทางสร้างสรรค์สำหรับ MB&F ซึ่งหากจะกล่าวถึงบางส่วนแล้ว มีไม่น้อยกว่า 9 รางวัลจากเวทีอันมีชื่อเสียงและทรงเกียรติสูงสุดของกรังด์ ปรีซ์ เดอ’ออร์โลเฌอรี เดอ เฌแนฟ (Grand Prix d'Horlogerie de Genève) ซึ่งรวมไปถึงรางวัลสูงสุด อย่าง เข็มทองคำ (“Aiguille d’Or”) ที่มอบให้กับนาฬิกายอดเยี่ยมแห่งปี โดยในปี ค.ศ. 2022 แอลเอ็ม ซีเควนเชียล อีโว (LM Sequential EVO) ได้รับรางวัลเข็มทองคำ (Aiguille d’Or) ขณะที่ แมดวัน เรด (M.A.D.1 RED) คว้ารางวัลประเภทชาเลนจ์ (‘Challenge’) มาได้สำเร็จ เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 2021 ที่ MB&F ได้รับสองรางวัลอันทรงเกียรติ โดยรางวัลหนึ่งสำหรับผลงานรุ่น แอลเอ็มเอ็กซ์ (LMX) ในฐานะนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Complication) และอีกหนึ่งรางวัลจาก แอลเอ็ม เอสอี เอ็ดดี้ ฌาเกต์ ‘อะราวนด์ เดอะ เวิลด์ อิน เอจตี้ เดย์ส’ (LM SE Eddy Jaquet ‘Around The World in Eighty Days’) ในประเภท ‘งานหัตถศิลป์’ (‘Artistic Crafts’) ขณะที่ในปี ค.ศ. 2019 จากรางวัลนาฬิกาสลับซับซ้อนสำหรับสุภาพสตรียอดเยี่ยม (Best Ladies Complication) ที่มอบให้กับ แอลเอ็ม ฟลายอิ้งที (LM FlyingT) และในปี ค.ศ. 2016 จาก แอลเอ็ม เพอร์เพทชวล (LM Perpetual) ที่ชนะรางวัลนาฬิกาปฏิทินยอดเยี่ยม (Best Calendar Watch) หรือเช่นในปี ค.ศ. 2012 ที่ เลกาซี แมชชีน นัมเบอร์ 1 (Legacy Machine No.1) ได้คว้ารางวัลทั้งในสาขารางวัลสาธารณชน (Public Prize) (ซึ่งโหวตโดยเหล่าคนรักเรือนเวลา) และรางวัลนาฬิกาสุภาพบุรุษยอดเยี่ยม (Best Men’s Watch Prize) (โหวตให้โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ) และในปี ค.ศ. 2010 MB&F ชนะรางวัลนาฬิกาคอนเซปต์และงานออกแบบยอดเยี่ยม (Best Concept and Design Watch) จากผลงานรุ่น เอชเอ็ม4 ธันเดอร์โบลต์
(HM4 Thunderbolt) ส่วนในปี ค.ศ. 2015 MB&F ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมของ เรด ดอท (Red Dot: Best of the Best) ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดของการมอบรางวัลระดับสากล เรด ดอท อวอร์ดส (Red Dot Awards) จากผลงานรุ่น เอชเอ็ม6 สเปซ ไพเรท (HM6 Space Pirate)
22 ก.ย. 2569
22 ก.ย. 2569
23 ก.ย. 2569
22 ก.ย. 2569