Last updated: 3 ต.ค. 2569 | 22 จำนวนผู้เข้าชม |
ภายใต้ความเชี่ยวชาญ จิตวิญญาณอิสระ และมรดกอันยาวนานของโอเดอมาร์ ปิเกต์ คอลเลกชัน Royal Oak Joaillerie นําลวดลายเรขาคณิตของ สายนาฬิกา Royal Oak มาสร้างสรรค์เป็นผลงานเครื่องประดับที่มีความโดดเด่น เล่นกับสี แสง และผิวสัมผัสได้อย่างน่าสนใจ @ ภาพลิขสิทธิ์จาก โอเดอมาร์ ปิเกต
โอเดอมาร์ ปิเกต เปิดตัวคอลเลกชัน Royal Oak Joaillerie
เผยนิยามแห่งความหรูหราสุดโดดเด่น
โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดตัวคอลเลกชันเครื่องประดับ Royal Oak Joaillerie ใหม่ ต่อยอดจากสายสัมพันธ์อันยาวนานที่แบรนด์มีต่อโลกของจิวเวลรี คอลเลกชันนี้ ซึ่งจะเปิดตัวด้วย คอลเลกชันเครื่องประดับชั้นสูง Haute Joaillerie Risoud Eclipse และ Dream of Joux1 รวมถึงซีรีส์ฟรอสต์โกลด์ เลือกดึงเอาจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักบุกเบิกของคอลเลกชัน Royal Oak มาใช้ ผ่านเส้นสายเรขาคณิตของสาย นาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์ การผสมผสานความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งเส้นสายจากโครงสร้างของนาฬิกา และความ สง่างามร่วมสมัย รูปแบบของข้อต่อที่สลักเสลา เล่นกับสัดส่วน ผิวสัมผัส และแสง พร้อมเชื่อมโยงทั้งอดีตเข้ากับอนาคต การสร้างสรรค์เรือนเวลาเข้ากับเครื่องประดับ รวมถึงเชื่อมโยงความแม่นยําทางเทคนิค เข้ากับอิสรภาพเชิงการ สร้างสรรค์ ผลงานแต่ละชิ้นยังได้แรงบันดาลใจจากวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ ในเทือกเขาจูราของสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ แบรนด์โอเดอมาร์ ปิเกต์มาตั้งแต่ปี 1875 ภายใต้สัญลักษณ์ของปรัชญาอันกล้าหาญและความก้องกังวานทางอารมณ์ ของแบรนด์ ดีไซน์ที่มีความหลากหลายเหล่านี้ พร้อมพลิกโฉมเครื่องประดับชั้นสูงแบบดั้งเดิม และเผยเส้นทางใหม่แห่ง การแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ให้ทุกคนได้ประจักษ์



เมื่อเรือนเวลาระดับไอคอนถูกแต่งแต้มจินตนาการใหม่
ในรูปแบบผลงานจิวเวลรีสุดโดดเด่น
รูปทรงเรขาคณิตที่โดดเด่น คาแรกเตอร์ที่กล้าหาญ และความลงตัวอย่างเป็นธรรมชาติของนาฬิกา Royal Oak เป็น แรงบันดาลใจให้กับคอลเลกชันนี้ นาฬิกาสไตล์สปอร์ตชิคซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของนักออกแบบเครื่องประดับและ นาฬิกาคนสําคัญอย่างเจอรัลด์ เกนตา (Gérald Genta) เรือนนี้ ได้ปฏิวัติอุตสาหกรรมการสร้างสรรค์เรือนเวลาในทันที ที่เปิดตัวออกมาในปี 1972 ด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ที่ผลิตจากสแตนเลสสตีล ผ่านการขัดเงาด้วยมือ ใช้ขอบตัวเรือน 8 เหลี่ยมที่ยึดด้วยสกรู 6 เหลี่ยม รวมถึงสายนาฬิกาสตีลเข้าชุดกัน และยังมาพร้อมกลไกอัตโนมัติที่บางเป็นพิเศษ ทั้งหมด ทําให้นาฬิกาข้อมือเรือนนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ในปี 1976 แจ็กเกอลีน ดิมิเยร์ (Jacqueline Dimier) ดีไซเนอร์อินเฮาส์คนแรกของโอเดอมาร์ ปิเกต์ เลือกตีความนาฬิกา Royal Oak ครั้งใหม่สําหรับสุภาพสตรี โดยปรับสัดส่วนของนาฬิกา พร้อมเผยความซับซ้อนของผิวสัมผัสหลายเหลี่ยมมุมมาก ขึ้น ผลงานของเธอทําให้ Royal Oak กลายเป็นภาษาดีไซน์ที่สามารถพัฒนาไปได้ในทุกวัสดุ ขนาด รุ่น และเพศ ในช่วงทศวรรษ 1990 เอ็มมานูเอล กีเอต์ (Emmanuel Gueit) หุ้นส่วนของดิมิเยร์ ได้ขยายขอบเขตความเป็นไปได้ เชิงสุนทรียะของนาฬิกา Royal Oak อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนาฬิการุ่น Royal Oak Offshore ที่ดูแข็งแกร่ง รวม ถึงไลน์เครื่องประดับจิวเวลรี Royal Oak อีกด้วย
การผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับภูมิปัญญาที่สืบสานมาจากอดีต ทําให้นาฬิกา Royal Oak ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้น อย่างละเอียดอ่อนในแบบที่มักพบได้ในผลงานจิวเวลรี การขัดเงาแบบซาตินและการขัดเงาลบมุมบนตัวเรือนและสาย นาฬิกา ไม่เพียงยกระดับสตีลให้มีสถานะเทียบเท่าทองคําเท่านั้น แต่ยังมอบรายละเอียดของการเล่นแสงอันโดดเด่น ชวน ให้นึกถึงเหลี่ยมมุมของเพชร งานตกแต่งด้วยมืออย่างพิถีพิถันยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของงานฝีมือสุดพิถีพิถันจาก โอเดอมาร์ ปิเกตอีกด้วย นอกจากนี้ แพทเทิร์นของข้อต่อและหมดที่เรียวลงของสายนาฬิกา ซึ่งทั้งหมดได้รับการตกแต่ง และประกอบขึ้นด้วยมือ ได้นําพาโลกที่ดูเหมือนไม่น่าเข้ากันได้ ระหว่างความเป็นเครื่องประดับและนาฬิกาสปอร์ตมา รวมไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
ภายใต้การเล่นกับรหัสความงามเหล่านี้ คอลเลกชันเครื่องประดับ Royal Oak Joaillerie จึงเผยให้เห็นดีไซน์ใหม่ที่ทั้ง หลากหลายและสื่ออารมณ์ได้อย่างโดดเด่น โดยได้รับการออกแบบมาเพื่ออยู่เคียงข้างเรื่องราวและช่วงเวลาสําคัญของผู้คนในยุคปัจจุบัน
“คอลเลกชัน Royal Oak Joaillerie คือประตูสู่ทั้งอดีตและอนาคตสะท้อนจิตวิญญาณอิสระของโอเดอมาร์ ปิเกต์ จิวเวลรี่มีบทบาทสําคัญในประวัติศาสตร์ของเรามาโดยตลอด ด้วยความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนาน โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังคงสํารวจโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์นี้ ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์เรือนเวลาซึ่งเป็นงานหลักของเรา เพื่อจุดประกายจินตนาการ ทบทวนรหัสที่เป็นเอกลักษณ์และยกระดับแนวทางการสร้างสรรค์และการแสดงออกของเรา” อิลาเรีย เรสตา (llaria Resta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โอเดอมาร์ ปิเกต์ กล่าว


พลังแห่งงานฝีมือสดสร้างสรรค์
จากวัลเลย์ เดอ ฌ
คอลเลกชันเครื่องประดับใหม่จากโอเดอมาร์ ปิเกต์ นําเอารหัสความงามของ Royal Oak มาผสานเข้ากับถิ่นกําเนิด ของโอเดอมาร์ ปิเกต์ที่วัลเลย์ เดอ ฌูซ์ ผ่านลวดลายที่ชวนให้รําลึกถึงอดีต ผิวสัมผัสที่เป็นสัญลักษณ์ การไล่ระดับสี และ สัมผัสของวัสดุ
ภูมิทัศน์ที่มีความหลากหลายของวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ได้รับการตีความใหม่ในคอลเลกชัน Dream of Joux ผ่านการ ประดับอัญมณีสุดประณีต เพิ่มความลุ่มลึก ความกลมกลืน และอารมณ์ความรู้สึกให้กับโครงสร้างอันโดดเด่น ทะเลสาบ ที่ปกคลุมด้วยน้ําแข็ง ท้องฟ้ายามค่ําคืนที่ใสสะอาด และลวดลายดอกไม้ กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาบนกําไลข้อมือที่ใช้ทั้งวัสดุ ไวท์โกลด์ ทองคํา และพิงค์โกลด์ 18 กะรัตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสริมด้วยโทนสีต่าง ๆ ทั้งน้ําเงินเข้ม สีเขียวสดใส สี ชมพูสด และสีโทนแสงอาทิตย์ ดีไซน์ของผลงานแต่ละชิ้นสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้อัญมณีที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้ง เพชร แซฟไฟร์ สเปสซาร์ไทต์ ทัวร์มาลีน แอเมทิสต์ ซาโวไรต์ และโทแพซ คอลเลกชัน Dream of Joux ยัง ประกอบด้วยสร้อยคอทรงเน็คไทและต่างหูเข้าชุดกัน ชวนให้นึกถึงดินแดนมหัศจรรย์ในฤดูหนาว ด้วยเพชรเจียระไน เป็นทรงลูกแพร์ที่เรียงกันลงมา และข้อต่อไทเทเนียมสีน้ําเงินชุบอะโนไดซ์ ประดับด้วยแซฟไฟร์สีน้ําเงิน แซฟไฟร์ที่มี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน ถูกจัดวางไว้เคียงกันจนครอบคลุมข้อต่อและหมุดทั้งหมด ทําให้เกิดประกาย ระยิบระยับที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
Risoud Eclipse สื่อถึงบทบาทที่สําคัญของวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ในการสังเกตการณ์ท้องฟ้า โดยจินตนาการถึงป่าริซูด์ (Risoud Forest) ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดมิด พร้อมด้วยรัศมีจาง ๆ ของจันทรคราส สร้อยคอและกําไลข้อมือเข้าชุดกันชิ้น แรกของคอลเลกชันนี้ โดดเด่นด้วยข้อต่อและหมุดไทเทเนียมเคลือบพีวีดีสีดํา ตัดกับมรกตเจียระไนแบบ sugarloaf ตรงกลางที่ล้อมรอบด้วยเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut มรกตได้รับการเจียระไนและขัดเงาอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ แสงสามารถส่องผ่านจากทุกมุมและขับสีสันที่สดใสออกมา งานขัดเงาแบบซาตินสลับกับงานขัดเงาลบมุมของข้อต่อและ หมด ช่วยเพิ่มความแวววาวของอัญมณีให้มากขึ้น
นอกจากนี้ กําไลและสร้อยคอชุดพิเศษที่เปล่งประกายโดดเด่นด้วยรายละเอียดของฟรอสต์โกลด์ทั้งที่เป็นไวท์โกลด์ ทองคํา และพิงค์โกลด์ 18 กะรัต ยังบันทึกความสว่างไสวที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาของวัลเลย์ เดอ ฌ ไว้บนชิ้นงาน เครื่องประดับได้อย่างลงตัว แพทเทิร์นการตกแต่งนี้มีพื้นฐานมาจากเทคนิคโบราณของฟลอเรนซ์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย ความร่วมมือกับแคโรลีนา บุชชี (Carolina Bucci) นักออกแบบจิวเวลรี ในปี 2016 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของนาฬิกา Royal Oak สําหรับสุภาพสตรี และตั้งแต่นั้นมาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของโอเดอมาร์ ปิเกต์มา จนถึงปัจจุบัน เอฟเฟ็กต์ฝุ่นเพชรที่ได้จากการตอกโลหะมีค่าเบา ๆ ด้วยเครื่องมือที่ติดด้วยเพชรตรงปลาย ถูกขับเน้นด้วย หมุดขัดเงาและการขัดเงาลบมุม เพื่อสร้างเอฟเฟ็กต์ของแสงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สานต่อมรดกแห่งงานเครื่องประดับ จากโอเดอมาร์ ปิเกต์
เครื่องประดับจิวเวลรีมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการสร้างสรรค์เรือนเวลา และมีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการความ เชี่ยวชาญของโอเดอมาร์ ปิเกต์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการกระตุ้นให้ช่างฝีมือของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ผลักดัน ขีดจํากัดทางเทคนิคและยกระดับการแสดงออกทางศิลปะ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้ใช้ประโยชน์จาก ศิลปะการทําเครื่องประดับและงานโลหะชั้นสูง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงานขนาดเล็ก งาน ฝังอัญมณี และความประณีตทางด้านสุนทรียศาสตร์ บริษัทยังได้ทํางานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตผลงานเครื่องประดับชื่อดัง
มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Tiffany, Cartier, Oscar Heyman และ Bvlgari เพื่อสร้างนาฬิกาขนาดเล็กในรูปแบบจี้ เข็ม กลัด และแหวน รวมถึงนาฬิกาสไตล์อวองการ์ด ซึ่งมาพร้อมรายละเอียดของงานลงยา การสลัก และการประดับอัญมณี ความนิยมที่เพิ่มขึ้นของนาฬิกาข้อมือในศตวรรษที่ 20 เปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ช่างฝีมือของโอเดอมาร์ ปิเกต์ ได้ทดลอง กับรูปทรง วัสดุ และการตกแต่งในรูปแบบที่ไม่เคยทํามาก่อน ตัวอย่างหนึ่งที่โดดเด่นคือ นาฬิกา “Tutti Frutti” ซึ่งวาง จําหน่ายในปี 1929 และมาพร้อมคาลิเบอร์ 5/7SB ซึ่งเป็นกลไกที่เล็กที่สุดเท่าที่โอเดอมาร์ ปิเกต์เคยผลิตมา ชิ้นส่วน ภายนอกซึ่งประกอบด้วยเพชร มรกต ทับทิม รวมถึงแซฟไฟร์สีน้ําเงินและสีเหลือง รังสรรค์ขึ้นโดยช่างอัญมณีจากปารีส อย่าง Egouvillon Lafon & Cie Paris (อยู่ในคอลเลกชัน Audemars Piguet Heritage หมายเลข 1378)



ในทศวรรษ 1980 กระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของนาฬิกาที่มีสายเชื่อมติดกันกระตุ้นให้โอเดอมาร์ ปิเกต์ก่อตั้ง เวิร์คช็อปผลิตผลงานจิวเวลรีของตนเอง ทําให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์นาฬิกาประดับอัญมณีที่มีความโดดเด่นได้เอง อย่างต่อเนื่อง นําไปสู่จุดสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กับการผลิตผลงานเครื่องประดับชั้นสูง (Haute Joaillerie) และนาฬิกาสั่งทําพิเศษ นาฬิกาข้อมือแบบกําไลบาโรกพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต ประดับเพชรเจียระไนแบบ brilliant cut และแซฟไฟร์สีเหลืองและชมพูรูปไข่ (อยู่ในคอลเลกชัน Audemars Piguet Heritage หมายเลข 1348) ซึ่งเปิดตัว ในปี 2000 เพื่อฉลองวาระครบรอบ 125 ปีของโอเดอมาร์ ปิเกต์ คือตัวอย่างที่โดดเด่นของยุคนี้ ในปีต่อ ๆ มา นาฬิกาไฮจิวเวลรี ได้รับการสร้างสรรค์คู่กับชุดเครื่องประดับ โดยผสานการออกแบบอันสร้างสรรค์เข้ากับงาน ประดับอัญมณีชั้นเลิศ ก่อนจะพัฒนาไปสู่คอลเลกชัน Millenary Précieuse ในที่สุด ผลงานเหล่านี้ปูทางสู่การ สร้างสรรค์คอลเลกชันนาฬิกา Haute Joaillerie ซึ่งเปิดตัวในปี 2013 การผสมผสานงานประดับอัญมณีที่โดดเด่น เข้ากับดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัลเลย์ เดอ ฌูซ์ ทําให้ผลงานชิ้นต่าง ๆ อาทิ Diamond Trilogy (2015-2017) และ Sapphire Orbe (2019) เข้ามาพลิกโฉมแนวคิดแบบดั้งเดิมของนาฬิกาประดับอัญมณีให้เปลี่ยนแปลงไป
และเพื่อเป็นการต่อยอดจากมรดกที่สืบสานมาจากอดีต โอเดอมาร์ ปิเกต์ยังคงสํารวจและพัฒนาเทคนิคการสร้างสรรค์ งานจิวเวลรีอย่างต่อเนื่องกับคอลเลกชัน Royal Oak Joaillerie ซึ่งสะท้อนทั้งจิตวิญญาณที่เปี่ยมด้วยอิสระ ความคิด สร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างสรรค์งานฝีมือชั้นเลิศของแบรนด์
About Audemars Piguet
โอเดอมาร์ ปิเกต์ แบรนด์นาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุด ซึ่งยังคง ดําเนินธุรกิจสืบทอดกันในครอบครัวผู้ก่อตั้งมาจวบจนปัจจุบัน (ตระกูลโอเดอมาร์และตระกูลปิเกต์) นับตั้งแต่ปี 1875 โอเดอมาร์ ปิ เกต์ยังคงผลิตเครื่องบอกเวลาที่เมืองเลอ บราซูส์ (Le Brassus) โดยสืบสานฝีมือการทํางานของช่างผู้เชี่ยวชาญจากรุ่นสู่รุ่น พร้อม ทั้งพัฒนาทักษะและเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อขยายขอบเขตความชํานาญที่มีอยู่เดิม พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถอันนําไปสู่การก้าวข้าม ขีดจํากัดที่เคยมีอย่างต่อเนื่อง โอเดอมาร์ ปิเกต์ได้สร้างสรรค์เรือนเวลาหรูหราแห่งประวัติศาสตร์มากมาย ณ วัลเลย์ เดอ ฌซ์ (Vallée de Joux) หนึ่งในต้นกําเนิดของศาสตร์การผลิตนาฬิกาข้อมือชั้นนําใจกลางสวิตเซอร์แลนด์ และสถานที่ซึ่งเผยให้เห็น เอกลักษณ์ความเชี่ยวชาญของคนรุ่นก่อนซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณอันก้าวหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง โอเดอมาร์ ปิเกต์พร้อมแบ่งปัน ความหลงใหลและความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับผู้ที่รักเครื่องบอกเวลาทั่วโลกภายใต้ภาษาแห่งอารมณ์ ผ่านการ แลกเปลี่ยนคุณค่าที่หลากหลายในสายงานสร้างสรรค์ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจออกไปยังผู้คนทั่วทุกมุมโลก
www.audemarspiguet.com
24 ก.ย. 2569
2 ต.ค. 2569
29 ก.ย. 2569
30 ก.ย. 2569