GEORGES KERN Group CEO, House of Brands

Last updated: 19 ต.ค. 2569  |  191 จำนวนผู้เข้าชม  | 

GEORGES KERN Group CEO, House of Brands

การนำ Gallet, Breitling และ Universal Genève มาอยู่ภายใต้ House of Brands คือการวางหมากให้แต่ละแบรนด์เข้าถึงตลาดคนละระดับ พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญและทรัพยากรร่วมกัน ในฐานะ CEO ของ House of Brands Georges Kern อธิบายถึงแนวคิดเบื้องหลังการรวมสามชื่อสำคัญของวงการนาฬิกา การปลุก Universal Genève ให้กลับมามีชีวิต และเหตุผลที่เขามองว่าตลาดนาฬิกาวันนี้กำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังการเติบโตอย่างร้อนแรงในช่วงหลังโควิด

วิสัยทัศน์เบื้องหลังการนำ Gallet, Breitling และ Universal Genève มาอยู่ภายใต้ House of Brands คืออะไร
เราต้องการนำเสนอนาฬิกา 3 แบรนด์ที่แตกต่างกันภายใต้หลังคาเดียว แต่ละแบรนด์มีระดับราคาและบทบาทของตัวเอง โดยช่วยเติมเต็มซึ่งกันและกัน

Gallet อยู่ในกลุ่มนาฬิกาหรูที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ส่วน Breitling ขยับขึ้นมาอีกระดับ ขณะที่ Universal Genève อยู่ในตลาดระดับสูง ด้วยโครงสร้างแบบนี้ เราจึงสามารถเข้าถึงลูกค้าที่มีความต้องการแตกต่างกันได้

สำหรับ Breitling การนำเสนอนาฬิกาในระดับราคาประมาณ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐไม่ใช่สิ่งที่เราทำได้ง่ายอีกต่อไป เพราะกลไกที่เราผลิตเองมีต้นทุนสูง ขณะที่ Gallet สามารถเลือกใช้กลไกจาก Sellita ซึ่งมีคุณภาพดี และด้วยขนาดการผลิตของผู้ผลิตกลไก เราจึงจัดหามาได้ในต้นทุนที่เหมาะสมกว่า

แต่ Gallet ผลิตโดย Breitling จึงเป็นแบรนด์น้องที่ได้รับการสนับสนุนทั้งด้านความเชี่ยวชาญ คุณภาพ และบริการหลังการขาย รวมถึงจำหน่ายผ่านบูติกและเครือข่ายตัวแทนของ Breitling ขณะเดียวกัน Gallet ก็มีประวัติศาสตร์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นตัวของตัวเอง

ส่วน Universal Genève แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เราวางสัดส่วนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชายและผู้หญิงไว้เท่าๆ กัน และอยู่ในตลาดระดับสูงมาก ซึ่งผมมองว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่รับมือกับความผันผวนได้ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาวันนี้

ในด้านการผลิต Universal Genève ใช้ทรัพยากรของ Breitling มากน้อยเพียงใด
สำหรับ Universal Genève เราผลิตกลไกโครโนกราฟ ส่วนกลไกอัตโนมัติและกลไกไขลานด้วยมือทำงานร่วมกับผู้ผลิตกลไกที่เป็นพันธมิตรของเรา คือ LTM หรือ Le Temps Manufacture

โครโนกราฟเป็นสิ่งที่เรามีความเชี่ยวชาญมาก ผมเชื่อว่าเราเป็นผู้นำในระดับราคาที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ จึงสมเหตุสมผลที่จะนำความสามารถตรงนี้มาใช้

ทีมงานของแต่ละแบรนด์แยกจากกันอย่างไร
เราแยกทีมงานของแต่ละแบรนด์ รวมถึงทีมออกแบบ ผมดึงคนที่เคยร่วมงานกันจากบริษัทก่อนๆ เข้ามาด้วย ทุกทีมมีหน้าที่ของตัวเองอย่างชัดเจน แม้จะอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน

เรามีอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว การใช้ทรัพยากรร่วมกันช่วยให้บริหารต้นทุนคงที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรูปแบบนี้ก็ทำงานได้ดีสำหรับเรา

เมื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน คุณรักษาเอกลักษณ์ของทั้ง 3 แบรนด์อย่างไร
ทุกแบรนด์มีตัวตนและเรื่องราวของตัวเอง Breitling ก็เป็นอย่างที่คุณเห็นในวันนี้ เราพัฒนาจากแบรนด์ที่ผู้คนเชื่อมโยงกับนาฬิกานักบินเป็นหลัก มาสู่แบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายขึ้น พร้อมสร้างความสามารถในการผลิตกลไกของตัวเอง และพัฒนาคอลเลกชั่นสำคัญอย่าง Chronomat และ Superocean Heritage

Universal Genève มีเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง ทั้งรูปลักษณ์และแนวทางทางเทคนิค โดยเฉพาะกลไกไมโครโรเตอร์ที่วางตุ้มน้ำหนักขึ้นลานไว้ในระดับเดียวกับตัวกลไก ช่วยให้สร้างนาฬิกาที่บางลงได้

สำหรับ Universal Genève ผมมีคณะที่ปรึกษาซึ่งเป็นนักสะสมประมาณ 40 คน สิ่งที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่ได้สะสมเฉพาะ Universal Genève แต่ยังสะสมแบรนด์สำคัญอื่นๆ ด้วย

ตลอดช่วงสามถึงสี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้มีหน้าที่บอกว่าเราควรทำอะไร เพราะเรารู้ทิศทางที่ต้องการอยู่แล้ว สิ่งที่ผมอยากฟังคือ เราควรหลีกเลี่ยงความผิดพลาดอะไร และมีอะไรที่ไม่ควรทำเด็ดขาด

Polerouter เป็นหนึ่งในรุ่นที่พัฒนายากที่สุด เพราะต้นแบบเป็นผลงานของ Gérald Genta เราต้องกลับมาถามว่า องค์ประกอบพื้นฐานและลักษณะสำคัญของนาฬิการุ่นนี้คืออะไร อะไรคือสิ่งที่ต้องรักษาไว้ นั่นเป็นความท้าทาย แต่ผมคิดว่านักสะสมพอใจกับผลลัพธ์มาก และนี่คือบทบาทของพวกเขาในการช่วยดูแลเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของแบรนด์

ในบรรดา 3 แบรนด์ Universal Genève เป็นความท้าทายที่สุดสำหรับคุณหรือไม่
ทุกอย่างมีความท้าทายครับ แม้แต่การออกแบบ Chronomat รุ่นใหม่สำหรับ Breitling ก็ยาก เพราะคุณต้องคิดว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีตัวตนชัดเจนขนาดนั้นต่อไปอย่างไร

แต่ผมมีความสุขมากกับสิ่งที่เราทำให้ Universal Genève รวมถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ เราพบข้อความโฆษณาจากช่วงทศวรรษ 1950 ที่ใช้คำว่า “Le Couturier de la Montre”

คำว่า couturier ในที่นี้หมายถึงนักออกแบบและสร้างสรรค์เสื้อผ้าในความหมายเดียวกับ Christian Dior เป็นโลกของแฟชั่นและความคิดสร้างสรรค์ มากกว่างานตัดเย็บทั่วไป

แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้เราจัดผลิตภัณฑ์ออกเป็น Couture, Capsule และ Prêt-à-Porter เราสามารถทำงานสั่งทำเฉพาะบุคคลได้ ขณะเดียวกันก็มีคอลเลกชั่นหลักที่ลูกค้าเลือกซื้อได้เช่นกัน

ผมภูมิใจใน Universal Genève มาก และก็ภูมิใจใน Gallet ด้วย ผมคิดว่าเป็นแบรนด์ที่ยอดเยี่ยมครับ

อะไรทำให้คุณเริ่มคิดถึงการสร้างกลุ่มแบรนด์ในเวลานั้น
ช่วงหลังโควิด ตลาดอยู่ในภาวะที่คนกลับมาจับจ่ายอย่างมาก ยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นผมบอกทีมว่า เราต้องสร้างธุรกิจให้เหมือนเครื่องบินที่มีเครื่องยนต์ห้าเครื่อง

ถ้าประเทศหนึ่งไม่ดี อีกประเทศต้องช่วยได้ ถ้าคอลเลกชั่นหนึ่งทำผลงานไม่ดี ก็ต้องมีอีกคอลเลกชั่นหนึ่งมารองรับ นี่คือการกระจายความเสี่ยง

ผมจึงอยากสร้างกลุ่มแบรนด์ขนาดเล็กที่แต่ละแบรนด์ช่วยเติมเต็มกัน ตัวอย่างเช่น Universal Genève ซึ่งอยู่ในระดับราคาที่ผมมองว่ามีความทนทานต่อความผันผวนสูง

เราเคยพิจารณาซื้อบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วด้วย แต่ปัญหาคือบริษัทที่ประกาศขายมักมีเรื่องที่ต้องแก้ไข ผมจึงคิดว่า ทำไมไม่เริ่มจากกระดาษเปล่า โดยเลือกแบรนด์ที่มีชื่อเสียง มีประวัติศาสตร์ และมีงานออกแบบที่ยอดเยี่ยม แล้วนำกลับมาอย่างถูกวิธี

เราต้องจินตนาการถึงพัฒนาการของงานออกแบบที่ขาดหายไป ราวกับข้ามการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามหรือสี่เจเนอเรชั่น เพื่อมาถึงนาฬิกาที่เหมาะกับปัจจุบัน

อะไรจะทำให้นักสะสมสนใจ Universal Genève ในการกลับมาครั้งนี้
ผมเดินทางไปนำเสนอผลิตภัณฑ์ในหลายเมือง ทั้งลาสเวกัส ดูไบ บาร์เซโลนา และปารีส สิ่งแรกที่เห็นคือผู้คนจากหลายวัฒนธรรม ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ต่างชอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่าย

อีกเรื่องหนึ่งคือ ลูกค้าในระดับราคานี้เริ่มอยากเห็นอะไรใหม่ๆ พวกเขามีนาฬิกาที่ต้องการแทบทุกอย่างแล้ว บางอย่างมีถึงสามหรือสี่เรือน การมีแบรนด์ที่นำเสนอสิ่งแตกต่างและเพิ่มทางเลือกให้ตลาดจึงทำให้พวกเขาตื่นเต้น

ถ้าจะเปรียบเทียบตลาดนาฬิการะดับสูงกับรถยนต์ ด้านหนึ่งคุณมี Rolls-Royce ซึ่งสวยงาม คุณภาพยอดเยี่ยม และคลาสสิกมาก อีกด้านหนึ่งคุณมี Lamborghini ซึ่งโดดเด่น แสดงออกชัดเจน และดึงดูดสายตา ผมคิดว่ายังมีพื้นที่ระหว่างสองด้านนี้ และ Universal Genève ต้องการอยู่ตรงนั้น เป็นนาฬิกาที่มีรสนิยม มีความร่วมสมัย และมีบุคลิกของตัวเอง

สิ่งที่ผมรู้สึกว่ายังขาดอยู่คืออะไรบางอย่างแบบ Aston Martin ซึ่งสง่างามและทันสมัย ตลาดต้องมีทางเลือกครบทุกแบบ คนที่ชอบนาฬิกาคลาสสิกก็ควรมีสิ่งที่ต้องการ คนที่ชอบความโดดเด่นมากๆ ก็เช่นกัน ส่วนเราต้องการเติมพื้นที่ระหว่างกลาง

พูดถึงรถยนต์ แล้วตัวคุณเองขับรถแบบไหน
ผมเคยขับมาหลายแบบแล้วครับ ปัจจุบันมีทั้งรถวินเทจและรถยนต์ไฟฟ้า ผมเคยมี Aston Martin DB9 ด้วย ตอนที่อายุน้อยกว่านี้ วันนี้ผมใช้รถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน และมีรถวินเทจไว้ขับเพื่อความสนุก

คุณมองโอกาสและความท้าทายของตลาดนาฬิกาโลกในเวลานี้อย่างไร
สิ่งที่ผมกังวลเป็นหลักคือปัจจัยภายนอก ผมไม่ได้กังวลเกี่ยวกับ Breitling, Gallet หรือ Universal Genève มากนัก ผมคิดว่าเราจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้ดี แต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจ และสงคราม ล้วนมีผลต่อบรรยากาศของตลาด ธุรกิจสินค้าหรูต้องอาศัยความรู้สึกเชิงบวกของผู้ซื้อ คนที่มีฐานะยังคงอยู่ แต่พวกเขาต้องมีอารมณ์อยากซื้อด้วย และวันนี้บรรยากาศของโลกไม่ได้เอื้อต่อความรู้สึกนั้นเท่าไร ผมหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผมเคยพูดในการสัมภาษณ์อื่นๆ ว่า ระดับของตลาดที่เห็นในวันนี้อาจเป็นภาวะปกติใหม่ก็ได้ ตอนที่ผมไปงานนาฬิกาที่เจนีวาเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ค้าปลีกหลายรายก็ยังพอใจกับธุรกิจ เพียงแต่ถ้าเปรียบเป็นฟุตบอล จากที่เคยชนะ 6–0 ตอนนี้อาจชนะ 2–0 ซึ่งก็ยังเป็นชัยชนะอยู่ ถ้านี่คือภาวะปกติใหม่ เราก็ควรปรับตัวให้เข้ากับมัน หากอุตสาหกรรมเติบโตปีละสาม สี่ หรือห้าเปอร์เซ็นต์ ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เราต้องเลิกใช้ช่วงหลังโควิดเป็นมาตรฐาน เพราะนั่นเป็นสถานการณ์พิเศษ แล้วปรับธุรกิจให้เหมาะกับตลาดที่เป็นอยู่ในวันนี้

นั่นหมายความว่าคุณมองตลาดปัจจุบันต่างจากช่วงหลังโควิดอย่างสิ้นเชิง
ต่างกันมากครับ ช่วงหลังโควิดเป็นการซื้อเพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ผู้คนต้องอยู่บ้านและไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ พอข้อจำกัดหมดลง ทุกคนก็กลับมาซื้ออย่างมาก ตลาดพุ่งขึ้นเหมือนจรวด แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย หลังจากนั้นก็มีทั้งเงินเฟ้อ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ในความเห็นของผม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือตลาดกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

คุณมองนักสะสมในประเทศไทยอย่างไร
ก่อนอื่นเราต้องนิยามคำว่า “นักสะสม” ก่อนครับ ผมเองมีนาฬิกาหลายเรือน แต่ผมไม่ถือว่าตัวเองเป็นนักสะสม ผมมีนาฬิกาอยู่เยอะเพราะนี่คือธุรกิจที่ผมทำ แต่ผมไม่ได้สะสมอย่างเป็นระบบ เช่น คนที่เลือกศึกษาและสะสมนาฬิกาประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ สำหรับผม การมีนาฬิกา 15 เรือนไม่ได้ทำให้ใครเป็นนักสะสมโดยอัตโนมัติ นักสะสมคือคนที่มีความรู้และมีความสนใจเฉพาะทาง อย่างคนที่มุ่งสะสมโครโนกราฟจากทศวรรษ 1960 นั่นคือนักสะสมในความหมายของผม

ตลาดต้องการคนเหล่านี้ ผมชอบพบปะพวกเขา และจะได้เจออีกหลายคนในการเดินทางครั้งนี้ เพราะพวกเขาช่วยสร้างบรรยากาศและความเคลื่อนไหวให้วงการ รวมถึงผ่านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ด้วย ซึ่งเป็นพลังที่ดีสำหรับตลาด

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้