Last updated: 18 ก.ค. 2568 | 372 จำนวนผู้เข้าชม |
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Iga Świątek (อิก้า สเวียเท็ก) และ Jannik Sinner (ยานนิค ซินเนอร์) สองสมาชิก Rolex Testimonees สามารถคว้าแชมป์ในศึก The Championships, Wimbledon ได้เป็นครั้งแรก โดยรอบชิงประเภทชายเดี่ยว ซึ่งเป็นการรีแมตช์สุดเร้าใจอีกครั้งหลังจากรอบนัดชิงชนะเลิศที่ Roland-Garros เมื่อเดือนก่อน และถือเป็นบทล่าสุดของการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดระหว่าง Sinner และ Carlos Alcaraz ได้ปิดฉากการแข่งขันรายการปีนี้ลงในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ ท่ามกลางผู้ชมกว่า 15,000 คนในสนาม Centre Court ที่ได้ชมเกมอันเร้าใจ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความแม่นยำ โดย Sinner ได้ยกระดับการเล่นของตนขึ้นมาอีกขั้น และแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจิตใจ ก่อนจะเอาชนะไปด้วยคะแนน 4–6, 6–4, 6–4, 6–4 ใช้เวลารวม 3 ชั่วโมง 4 นาที Rolex ดารงบทบาทในฐานะพันธมิตรอันภาคภูมิใจของการแข่งขันวิมเบิลดันและบรรดาเหล่านักเทนนิสผู้มุ่งมั่นคว้าชัยในศึกแกรนด์สแลม® มาตั้งแต่ปี 1978 โดยนาฬิกา Rolex ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศและธรรมเนียมอันยาวนานของวงการเทนนิส ที่ยังคงทำหน้าที่จับเวลาในการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกีฬานี้มายาวนานเกือบ 50 ปี
Sinner เข้าร่วมเป็นสมาชิกในครอบครัว Rolex ตั้งแต่ปี 2020 และนับแต่นั้น เขาก็ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการเทนนิส ในวัยเพียง 23 ปี เขากลายเป็นนักเทนนิสชาวอิตาเลียนคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้ พร้อมทำสถิติครองแชมป์แกรนด์สแลม® 4 สมัย หลังจบการแข่งขัน Sinner กล่าวว่า “ก่อนอื่นผมขอกล่าวถึง Carlos อีกครั้งกับทัวร์นาเมนต์อันยอดเยี่ยม และที่สาคัญขอบคุณสาหรับการเป็นนักกีฬาอันน่าทึ่ง มันยากเสมอเมื่อได้เล่นกับคุณ และเราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมนอกสนามการแข่งขัน คุณจะได้ชูถ้วยนี้อีกหลายครั้งแน่นอน ตอนนี้คุณก็มีแล้วตั้งสองใบ!” เขากล่าวต่อถึงเส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์วิมเบิลดันว่า “ผมดีใจมากที่สามารถควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองได้ มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดจริงๆ ผมอยากขอบคุณทีมของผมทุกคน ที่ช่วยผลักดันให้ผมพัฒนาตัวเองไม่ใช่แค่นักเทนนิสที่เก่งขึ้นแต่ที่สาคัญคือ การเป็นคนที่ดีขึ้นฝันของผมได้กลายเป็นจริงแล้ว”
ในบ่ายวันเสาร์ Świątek ได้กลายเป็นนักเทนนิสหญิงเพียงคนเดียวในปัจจุบันที่คว้าแชมป์ แกรนด์สแลม® ได้ครบทั้งสามพื้นสนาม โดยนักหวดหญิงวัย 24 ปีผู้นี้ แสดงให้เห็นถึงความสง่างามและความนิ่งตลอดเส้นทางสู่ชัยชนะในรอบชิงประเภทหญิงเดี่ยว ด้วยคะแนนขาดลอย 6–0, 6–0 ในเวลาเพียง 57 นาที โดยเธอได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการในการเคลื่อนไหวบนคอร์ทหญ้าได้อย่างโดดเด่น ผสานกับการควบคุมจังหวะเกมได้อย่างสมดุลระหว่างการเร่งและการรอจังหวะอย่างอดทนในช่วงเวลาสำคัญ Świątek ซึ่งเป็น Rolex Testimonee และเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม® 6 สมัย ได้กล่าวถึงความรู้สึกในการเป็นนักเทนนิสชาวโปแลนด์คนแรกที่สามารถคว้าแชมป์วิมเบิลดันได้ว่า “พูดตามตรงเลย ฉันไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงช่วงเวลานี้ เพราะมันดูไกลเกินเอื้อมสาหรับฉัน วิมเบิลดันเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีประเพณีอันยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นการเล่นได้ดีที่นี่และคว้าแชมป์ได้ ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดในกีฬาเทนนิส บรรยากาศของวิมเบิลดันและการจัดงานทุกอย่างช่างสมบูรณ์แบบจริง ๆ”
ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ของการแข่งขัน สนามหญ้าอันเรียบเนียนสวยงามเปล่งประกายใต้แสงแดดฤดูร้อนของอังกฤษ ขณะที่นักกีฬาจาก Rolex Testimonee ต่างก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ สมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังของการแข่งขัน ณ สโมสร All England Lawn Tennis and Croquet Club (AELTC) ความตื่นเต้นยิ่งทวีเพิ่มมากขึ้น เมื่อรู้กันตั้งแต่ช่วงต้นของการแข่งขันว่า จะมีแชมป์หญิงเดี่ยวคนใหม่แน่นอน สำหรับนักเทนนิสดาวรุ่งวัย 18 ปีอย่าง Mirra Andreeva (เมียร์ร่า อันเดรเยว่า) และ João Fonseca (โจอัว ฟอนเซก้า) พวกเขาต่างก็สร้างผลงานอันน่าจับตามองในฤดูกาลแห่งการแจ้งเกิดของตัวเอง ในการลงแข่งขันรายการวิมเบิลดันรอบหลักเป็นครั้งแรก Fonseca ก็ทำผลงานเทียบเท่าสถิติที่ดีที่สุดในรายการแกรนด์สแลม® โดยสามารถผ่านเข้าถึงรอบสาม ส่วน Andreeva ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับกลยุทธ์การเล่นที่หลากหลาย จนทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก ซึ่งสร้างความปลื้มปีติทั้งต่อตัวเธอเองและผู้ชมในสนาม Centre Court โดยมี Roger Federer (โรเจอร์ เฟเดอเรอร์) ตำนานผู้คว้าแชมป์วิมเบิลดัน 8 สมัย และเป็นหนึ่งในสมาชิก Rolex Testimonee นั่งชมอยู่ข้างสนาม ด้วยความชื่นชมในศักยภาพของนักเทนนิสรุ่นใหม่
Ben Shelton (เบน เชลตัน) ก็สร้างความตื่นเต้นได้ไม่น้อย ด้วยลูกเสิร์ฟความเร็วสูงสุดถึง 147 ไมล์ต่อชั่วโมง (237 กม./ชม.) และทะลุเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการแข่งขันก่อนจะพบกับมือวางอันดับ 1 ของโลกซึ่งได้เป็นแชมป์ในที่สุดอย่าง Jannik Sinner ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ด้านรอบรองชนะเลิศทั้งชายและหญิงต่างก็เป็นศึกระหว่าง Rolex Testimonee ด้วยกันทั้งสิ้น Belinda Bencic (เบลินดา เบนซิซ) กลับมาทำผลงานยอดเยี่ยมอีกครั้งด้วยการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ หลังจากให้กำเนิดลูกสาวเพียง 15 เดือน โดยพบกับ Świątek ซึ่งโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ส่วน Taylor Fritz (เทย์เลอร์ ฟริตซ์) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่คงเส้นคงวาที่สุดในปัจจุบัน ก็ฝ่าด่านแมตช์ห้าเซ็ตติดต่อกันถึงสองเซ็ต เจอกับแชมป์เก่า Carlos Alcaraz ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวได้อย่างมหัศจรรย์ ด้วยการสานต่อสถิติชนะ 24 แมตช์ติดต่อกันจากคอร์ทดินสู่คอร์ทหญ้า พร้อมสร้างสีสันให้วิมเบิลดันด้วยสไตล์การเล่นเฉพาะตัว
สมาชิกครอบครัว Rolex หลายคนกลับมารวมตัวกันที่สนาม Centre Court พร้อมกับ Federer ซึ่งล้วนมีความทรงจาอันล้ำค่าที่นี่ รวมถึง Björn Borg (บิยอร์น บอร์ก) ผู้คว้าแชมป์วิมเบิลดัน 5 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1976–1980 โดย Borg ได้กล่าวว่า “การเดินกลับไปยังห้องแต่งตัวพร้อมกับถ้วยแชมป์ในมือ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก แต่พูดตามตรง ทุกครั้งที่ผมคว้าแชมป์วิมเบิลดัน ผมไม่อยากออกจาก Centre Court เลย เสียงเชียร์จากผู้ชม และความรู้สึกที่ได้ทำตามความฝันสำเร็จ มันเป็นหนึ่งในความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่สุด การได้เห็นแบรนด์ Rolex เข้ามามีส่วนร่วมในรายการนี้ และได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวร่วมกับพวกเขา มีความหมายกับผมมาก มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมยังคงเป็นส่วนหนึ่งของทัวร์นาเมนต์นี้อยู่เสมอ”
วิมเบิลดันคือทัวร์นาเมนต์ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1877 และยังคงเป็น แกรนด์สแลม® เพียงรายการเดียวที่แข่งขันบน “คอร์ทหญ้า” ซึ่งเป็นพื้นสนามดั้งเดิมของกีฬาเทนนิส ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตำนานแห่งวงการเทนนิสไม่ว่าจะเป็น Borg, Federer, Chris Evert หรือ Garbiñe Muguruza ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสง่างาม ความเป็นเลิศ และความแม่นยาของกีฬาเทนนิส ในปัจจุบัน Rolex ยังคงสืบสานเจตจำนงในการยกย่องความสามารถอันเป็นเลิศของมนุษย์ ขณะที่โลกของเทนนิสกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งเหล่าดาวรุ่งรุ่นต่อไป ที่นำโดยสมาชิก Rolex Testimonees กำลังรับไม้ต่อและส่องประกายผ่านพรสวรรค์ ทักษะ และสไตล์อันน่าหลงใหลของพวกเขา
ROLEX และเทนนิส
Rolex เฉลิมฉลองความสำเร็จของมนุษย์ ด้วยการยกย่องการเดินทางที่เต็มไปด้วยหมุดหมายแห่งความมุ่งมั่น และอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งนำไปสู่ช่วงเวลาแห่งความสำเร็จจากการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเองที่ไม่ใช่เพียงแค่การคว้าถ้วยรางวัลมาครอง ความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างกีฬาเทนนิสกับผู้ผลิตนาฬิกาสัญชาติสวิสอย่าง Rolex ซึ่งถือเป็นหัวใจสาคัญของปรัชญาอันยั่งยืนนี้ เริ่มต้นย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษ เมื่อ Rolex ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับการแข่งขันวิมเบิลดันเป็นครั้งแรกในปี 1978 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา Rolex ได้กลายเป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ (Official Timekeeper) ให้กับการแข่งขันระดับ Grand Slam® ทั้ง 4 รายการ ได้แก่ Australian Open, Roland-Garros, The Championships, Wimbledon และ US Open ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตำนานแห่งวงการเทนนิสได้ก้าวเข้าสู่ครอบครัว Rolex Testimonees ไม่ว่าจะเป็น Rod Laver, Björn Borg, Chris Evert และ Roger Federer ความมุ่งมั่นของ Rolex ต่อวงการเทนนิสยังขยายครอบคลุมถึงสมาคมนักเทนนิสอาชีพ (ATP) และสมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง (WTA) การแข่งขันรายการใหญ่อย่าง Masters 1000, WTA 1000, Nitto ATP Finals, WTA Finals และการแข่งขันประเภททีมชั้นนำอย่าง Laver Cup และ Davis Cup Finals ในการแข่งขันเหล่านี้ บรรดา Rolex Testimonees ยังคงมุ่งมั่นผลักดันขีดจำกัดของความสามารถและความพยายามในสนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ Grand Slam® คนล่าสุดอย่าง Carlos Alcaraz, Coco Gauff, Jannik Sinner และ Iga Świątek รวมถึงนักกีฬารุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง Mirra Andreeva, Taylor Fritz, Ben Shelton, Stéfanos Tsitsipás และ Qinwen Zheng ซึ่งต่างได้รับการสนับสนุนจาก Rolex ในการแสวงหาความเป็นเลิศสูงสุดของวงการเทนนิสในยุคปัจจุบัน
เกี่ยวกับ ROLEX
กิตติศัพท์ด้านคุณภาพและความเชี่ยวชาญที่เหนือชั้น
Rolex คือผู้ผลิตนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างอิสระจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ซึ่งแบรนด์มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความเชี่ยวชาญและคุณภาพของผลิตภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศ ความสง่างาม และคุณค่าอันทรงเกียรติ กลไกนาฬิกา Oyster Perpetual และ Perpetual ผ่านการรับรองจาก COSC ก่อนเข้าสู่การทดสอบอย่างเข้มข้นภายในองค์กรเพื่อพิสูจน์ความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพ และความทนทานสูงสุด การรับรองสถานะ Superlative Chronometer สามารถสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์สีเขียวเพื่อเป็นการรับประกันว่านาฬิกาทุกเรือนผ่านการทดสอบเฉพาะโดย Rolex ภายในห้องปฏิบัติการของ แบรนด์ตามเกณฑ์อันเข้มงวดที่กำหนดขึ้น ซึ่งจะได้รับการประเมินโดยองค์กรอิสระจากภายนอกอยู่เป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจว่า Rolex ยังคงเป็นมาตรฐานสูงสุดแห่งเรือนเวลา
คำว่า ‘Perpetual’ ที่ปรากฏอยู่บนนาฬิกา Rolex Oyster ทุกเรือนนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำที่สลักอยู่บนหน้าปัดนาฬิกา หากแต่หมายถึงปรัชญาที่หล่อหลอมวิสัยทัศน์และค่านิยมของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน Hans Wilsdorf (ฮันส์ วิลส์ดอร์ฟ) ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้บ่มเพาะแนวคิดของความเป็นเลิศอย่างยั่งยืน ที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ และเป็นจุดกำเนิดของนวัตกรรมการผลิตนาฬิกาที่สำคัญของ Rolex อีกมากมาย อาทิ รุ่น Oyster นาฬิกาข้อมือรุ่นแรกของโลกที่กันน้ำได้ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 1926 และกลไกไขลานอัตโนมัติ Perpetual rotor ที่ Rolex คิดค้นขึ้นในปี 1931 ทั้งนี้ Rolex ได้จดสิทธิบัตรมาแล้วกว่า 600 ฉบับตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของแบรนด์ ที่โรงงานทั้งสี่แห่งในสวิตเซอร์แลนด์ แบรนด์ได้ออกแบบ พัฒนา และผลิตชิ้นส่วนสำคัญของนาฬิกาเอง นับตั้งแต่การหล่อส่วนทองอัลลอย การประกอบกลไก การประดิษฐ์ด้วยฝีมือเชิงช่าง การประกอบตัวเรือน และการเก็บรายละเอียดของกลไก ตัวเรือน หน้าปัด และสายนาฬิกา นอกจากนี้ Rolex ยังมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องที่จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนผลงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม กีฬา การสารวจ ตลอดจนบุคคลผู้ทุ่มเทในการแสวงหาแนวทางเพื่ออนุรักษ์โลกใบนี้อีกด้วย
29 ส.ค. 2568
29 ส.ค. 2568
29 ส.ค. 2568
29 ส.ค. 2568