HUBLOT Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo

Last updated: 9 ม.ค. 2569  |  353 จำนวนผู้เข้าชม  | 

HUBLOT Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo

Hublot (อูโบลท์) และแบรนด์ระดับตำนาน Yohji Yamamoto (โยจิ ยามาโมโตะ) กลับมาร่วมมือกันอีกครั้งเพื่อสร้างนิยาม “ศิลปะแห่งสีดำ” ขึ้นมาใหม่ นับเป็นความร่วมมือครั้งที่สี่ นับตั้งแต่การคอลลาบอเรชั่นครั้งแรกในปี 2020 โดยครั้งนี้ทั้งสองแบรนด์ได้ยกระดับสีดำจากเพียงสี สู่ผลงาน Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo (คลาสสิก ฟิวชั่น โยจิ ยามาโมโตะ ออล แบล็ค คาโม) นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน ถ่ายทอดทุกรายละเอียดด้วยความตั้งใจ ตัวเรือนขนาด 42 มม. ผลิตจากเซรามิกสีดำแมตต์ สะท้อนการเล่นแสงและเงา ขณะที่ลวดลายคาโมฟลาจแบบโมโนโครมช่วยเติมมิติให้กับนาฬิกา เสริมด้วยสายที่ผสานวัสดุผ้าและยางเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


ความร่วมมือครั้งนี้เป็นมากกว่าแฟชั่นหรือการประดิษฐ์นาฬิกา หากแต่คือการสื่อสารวิสัยทัศน์ และการตั้งคำถามสำคัญที่ว่า
เราจะสามารถลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นลงจนเหลือเพียงแก่นแท้ได้อย่างไร ทั้ง Hublot และ Yohji Yamamoto ต่างหล่อหลอม
อัตลักษณ์ของแบรนด์บนรากฐานเดียวกัน นั่นคือการท้าทายความหมายของคำว่าลักชัวรี่ ผ่านกระบวนการตีความใหม่ในแบบฉบับของตนเอง โดย Hublot ได้เปิดมุมมองใหม่ให้กับโลกแห่งการผลิตนาฬิกาสวิสตั้งแต่ปี 1980 ด้วยแนวคิด Art of Fusion ที่ผสานตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมเข้ากับมรดกของงานฝีมือชั้นสูง ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ปรากฏตัวบนรันเวย์ Paris Fashion Week ในปี 1981 Yohji Yamamoto ก็ได้พลิกนิยามกฎเกณฑ์ของแฟชั่น โดยใช้สีดำเป็นถ้อยแถลงเพื่อตั้งคำถามต่อกรอบเดิมและบรรทัดฐานที่โลกแฟชั่นยึดถือ

สำหรับทั้งสองผู้สร้างสรรค์ สีดำมิได้หมายถึงความว่างเปล่า หากแต่คือแก่นแท้ ทาง Hublot เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด All Black ตั้งแต่ปี 2006 โดยถ่ายทอดการรับรู้ของแสงผ่านปริมาตรและพื้นผิว มากกว่าการพึ่งพาสีสันเพียงอย่างเดียว ขณะที่ Yohji Yamamoto ได้นำเสนอคอลเล็กชั่นบนรันเวย์ปารีสเป็นครั้งแรกในปี 1981 ด้วยซิลูเอตสีดำที่ถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนทิศทางของแฟชั่น เป็นการนำเสนอแนวคิด anti-fashion ที่ปลดปล่อยการสร้างสรรค์ออกจากการประดับตกแต่งที่เกินจำเป็น ที่ Hublot สีดำถูกถ่ายทอดผ่านวัสดุต่างๆ อาทิ เซรามิกผิวด้าน แซฟไฟร์รมควัน พื้นผิวที่เล่นกับแสงเงา สำหรับ Yohji Yamamoto สีดำถูกถักทอผ่านเนื้อผ้านานาชนิด ตั้งแต่ ขนสัตว์ ผ้าไหม ไปจนถึงผ้าฝ้าย ซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์อย่างมีชีวิตชีวา ทั้งสองต่างมองสีดำในฐานะสิ่งที่ปรากฏอยู่และเลือนหายในเวลาเดียวกัน


“สำหรับ Yohji Yamamoto สีดำคือสิ่งที่เผยให้เห็นแก่นแท้ของสาระสำคัญ เป็นรูปแบบบริสุทธิ์ เปิดพื้นที่ให้ซิลูเอตและพื้นผิวได้สื่อสารด้วยตัวเอง ขณะที่ Hublot มองสีดำในฐานะวัสดุที่มีชีวิต สามารถหล่อหลอม ซ้อนทับ และพับซ้อนได้อย่างอิสระ โดยแต่ละพื้นผิวต่างเล่นกับแสงได้ในลักษณะเฉพาะตัว โปรเจ็กต์นี้จึงเป็นความร่วมมือครั้งแรกบนนาฬิกาในคอลเลกชั่น Classic Fusion และเป็นจุดผสานของความเชื่อที่ทั้งสองยึดถือร่วมกันว่าลักชัวรี่ไม่ได้หมายถึงความเปล่งประกายฉาบฉวย หากแต่คือคุณค่าที่ดำรงอยู่และยืนยาวเหนือกาลเวลา” - Julien Tornare (จูเลี่ยน ทอร์นาเร่) CEO ของ Hublot กล่าว

ลวดลายคาโมฟลาจเมื่อถูกตีความใหม่ผ่านภาษาการออกแบบของ Yohji Yamamoto จึงแปรเปลี่ยนเป็นการสำรวจว่าด้วยการเคลื่อนไหวและวัสดุ บนนาฬิกา Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo ลวดลายดังกล่าวปรากฏในรูปแบบโมโนโครมแบบนูนต่ำ สีดำบนสีดำ เผยความเคลื่อนไหวและมิติอันมีชีวิตชีวาเมื่อแสงแปรเปลี่ยน

“สีดำสะท้อนทั้งความถ่อมตนและความมั่นใจในคราวเดียวกัน” Yohji Yamamoto กล่าว

ตัวเรือนเซรามิกสีดำแมตต์ขนาด 42 มม. ดูดกลืนแสงและหล่อหลอมเงาให้เกิดมิติอย่างลุ่มลึก หน้าปัดลวดลายคาโมฟลาจแบบ
สีดำบนสีดำเผยความเปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหว ดูมีชีวิตชีวาด้วยความตัดกันของพื้นผิว ฝาหลังแซฟไฟร์รมควันเผยให้เห็นกลไกอัตโนมัติ HUB1110 ของ Hublot พร้อมโรเตอร์แบบสเกเลตันที่ยังคงรักษาความลึกลับในโทนโมโนโครม สายนาฬิกาผลิตจากการผสมผสานวัสดุผ้าและยาง สะท้อนทั้งสัมผัสเชิงแฟชั่นชั้นสูงของดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นและความแม่นยำทางเทคนิคในแบบฉบับของ Hublot ลายเซ็นของ Yohji Yamamoto ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบบนกล่อง All Black ที่สั่งทำพิเศษสำหรับนาฬิการุ่นลิมิเต็ดทั้ง 300 เรือนนี้


นาฬิกา Classic Fusion Yohji Yamamoto All Black Camo  รุ่นใหม่ จะถูกวางจำหน่ายที่บูติก Hublot ที่ได้รับการคัดเลือก และทางออนไลน์ผ่านทาง hublot.com

เกี่ยวกับ HUBLOT
ในปี 1980 นับเป็นครั้งแรกที่นาฬิกาแบรนด์หนึ่งได้กล้าประกอบตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง ซึ่งได้มาพลิกโฉมวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นของขอบตัวเรือนทรงช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูปรากฏให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ Hublot (อูโบลท์) พร้อมกับแนวคิดของศิลปะแห่งการผสมผสาน (Art of Fusion) 

ในปี 2005 ทางแบรนด์ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Big Bang (บิ๊ก แบง) มาพร้อมดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ ขนาดของตัวเรือนที่เหมาะสม และตัวเรือนในแบบหลายชั้น โดยในปีเดียวกัน Hublot ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จากงาน Grand Prix d'Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นมา ด้วยวิสัยทัศน์ที่มาปฏิวัติวงการ นาฬิกา Big Bang ไม่เคยหยุดการพัฒนาและต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง และนี่คือนาฬิกาไอคอนเรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21

แนวคิดของการผสมผสานแฝงอยู่ในทุกองค์ประกอบ และเป็นแกนหลักที่แฝงไว้ในทุกคอลเลกชั่น นาฬิกา Big Bang ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น) ได้ผสานความโดดเด่นและเรียบง่ายได้อย่างสมดุล ส่วน Exceptional Timepieces (เอ็กเซ็ปชั่นนอล ไทม์พีซเซส) ได้เขียนนิยามแห่งความคาดหวังขึ้นใหม่กับผลงานสร้างสรรค์ที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร และด้วยแนวทางที่ท้าทายขนบธรรมเนียม Hublot ได้ถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ผ่านกลไก In-house อย่าง Unico (ยูนิโค่), Meca-10 (เมก้า-10) และ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ที่มาเพิ่มอีกมิติให้กับศิลปะแห่งการผสมผสาน

ศาสตร์แห่งการผสามผสาน คือสิ่งที่ฝังแน่นอยู่ในจิตวิญญาณของ Hublot ไม่ใช่แค่ภายในโรงงาน La Manufacture เท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาในทุกมิติของแบรนด์ ความมหัศจรรย์สามารถเกิดขึ้นได้บนสนามฟุตบอล นำไปสู่ความร่วมมือกับมหกรรมกีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น FIFA World Cup™ ในปี 2010, 2014, 2018, 2022, Premier League (พรีเมียร์ ลีก), UEFA Champions League (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) และ UEFA Euro™ (ยูฟ่า ยูโร) ในบางครั้งความพิเศษนั้นก็เกิดขึ้นบนเวทีคอนเสิร์ต ในสนามบาสเกตบอล ท่ามกลางการแสดงงานศิลปะ หรือแม้แต่ในประสบการณ์ทางรสชาติร่วมกับครอบครัวเชฟมิชลิน สตาร์ของ Hublot และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Hublot Vibes ผ่านช่วงเวลาที่แบ่งปันกันในกลุ่ม Hublotistas (อูโบลท์ทิสต้า) คอมมูนิตี้ที่ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของนาฬิกา Hublot ซึ่งศิลปะแห่งการผสมผสานนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตไปอีกขั้น ความเป็นมาที่กลายเป็นวิถีชีวิต และนั่นคือ วิถีของ Hublot

เกี่ยวกับ Yohji Yamamoto
นับตั้งแต่การเปิดตัวแฟชั่นโชว์ครั้งแรกบนรันเวย์ในปารีสเมื่อปี 1981 Yohji Yamamoto (โยจิ ยามาโมโตะ) ได้ปฏิวัติวงการแฟชั่นมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านปรัชญาแห่งการ “นิยามแฟชั่นใหม่ด้วยปฏิภาค” ซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามกับขนบของเครื่องแต่งกายแบบตะวันตกดั้งเดิม ด้วยจิตวิญญาณแห่งการขบถ เขาถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบผ่านผลงานที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา ท้าทายกรอบความคิดที่คุ้นชิน และประกาศจุดยืนที่ชัดเจนและสุดขั้ว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้