Last updated: 14 ม.ค. 2569 | 344 จำนวนผู้เข้าชม |
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา Maurice Lacroix ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญในการรังสรรค์กลไกแบบ Retrograde หรือการแสดงผลแบบถอยกลับ ซึ่งนับเป็นศาสตร์หายากในโลกแห่งเรือนเวลา และได้กลายเป็นลายเซ็นสำคัญของแบรนด์อย่างแท้จริง ล่าสุด โรงงานผู้ผลิตจากเมืองแซญเญอลิเยร์ (Saignelégier) เผยโฉมกลไก Masterpiece ลำดับที่ 26 พร้อมนาฬิการุ่น 1975 Master Grand Date Retrograde ที่ผสานการแสดงผลวันแบบเรโทรเกรด เข้ากับหน้าปัดวันที่ขนาดใหญ่ (Grand Date) และงานออกแบบสเกเลตันที่โดดเด่นสะกดสายตา ถ่ายทอด “ความเป็นเลิศที่เข้าถึงได้” ควบคู่กับการเคารพรากเหง้าแห่งมรดกของแบรนด์ และเปิดมุมมองใหม่ให้กับการรับรู้เวลา
Retrograde – กลไกซิกเนเจอร์ของแบรนด์
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1975 Maurice Lacroix มุ่งมั่นสร้างสรรค์นาฬิกาที่ตีความการบอกเวลาในรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง ปี 1999 แบรนด์เปิดตัว Calendar Retrograde และในอีกสามปีถัดมา (2002) ได้เผย Double Retrograde ซึ่งทั้งสองรุ่นล้วนใช้กลไกที่พัฒนาขึ้นเองภายในโรงงาน จากประสบการณ์อันยาวนานนี้ ทำให้ Maurice Lacroix เชี่ยวชาญในการสร้างนาฬิกาที่มาพร้อมกลไกเรโทรเกรด ซึ่งให้ทั้งประสิทธิภาพ ความชัดเจนในการอ่านค่า และความน่าเชื่อถือสูง

แม้การแสดงผลแบบเรโทรเกรดจะยังคงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่ชื่อของ Maurice Lacroix กลับถูกจดจำควบคู่กับกลไกนี้มาโดยตลอด และในครั้งนี้ แบรนด์จากแถบ Franches-Montagnes ภูมิใจนำเสนอ 1975 Master Grand Date Retrograde นาฬิกาที่มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (box sapphire crystal) ขนาดใหญ่ เปิดรับแสงได้อย่างเต็มที่ ช่วยเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่า พร้อมผสานการแสดงผลเรโทรเกรดเข้ากับหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัว
มองเวลา…จากมุมที่แตกต่าง
ด้วยองค์ความรู้ทางเทคนิคทั้งหมดที่มี ทีมออกแบบของ Maurice Lacroix ตั้งใจสร้างสรรค์นาฬิกาที่ทั้งความงามและการใช้งานถูกปรับให้สมบูรณ์แบบที่สุด 1975 Master Grand Date Retrograde จึงถือกำเนิดขึ้น พร้อมหน้าปัดแบบสเกเลตันที่เผยให้เห็นชิ้นส่วนกลไกซึ่งโดยปกติจะถูกซ่อนไว้ภายใน
ด้านล่างของเมนเพลตสามารถมองเห็นได้จากด้านหน้า ตกแต่งด้วยพื้นผิวแบบพ่นทรายและเคลือบแบล็กรูเดียม ช่วยขับเน้นชุดการแสดงผลที่วางอยู่ด้านบน บริดจ์ลวดลาย trait tirée เคลือบรูเดียม วางตัวอยู่บนเมนเพลต สร้างมิติและความตัดกันของโทนสี เข็มชั่วโมงและนาทีทรงสี่เหลี่ยมคางหมู เคลือบ Super-LumiNova สีขาว เพิ่มความชัดเจนในทุกสภาพแสง ขณะที่ขอบหน้าปัดด้านนอกเคลือบรูเดียม ทำหน้าที่เป็นกรอบให้กับงานออกแบบทั้งหมด
ในขั้นตอนการพัฒนา ทีมงานได้ทดลองและปรับแต่งดีไซน์ของบริดจ์ด้านหน้าอย่างพิถีพิถัน ทั้งในเรื่องความหนา ความสมมาตร และการจัดวาง เพื่อให้การแสดงผลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อมองจากด้านข้าง กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องจะเผยให้เห็นการจัดเรียงเป็นชั้น ๆ ที่น่าหลงใหล เต็มไปด้วยมิติ สีสัน ผิวสัมผัส และมุมมองของกระบวนการทางกลไกหลากหลาย นี่คือผลลัพธ์จากแนวคิดการออกแบบแบบองค์รวม ที่ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีความกลมกลืนทั้งเรือน
อีกหนึ่งจุดเด่นคือความสามารถในการ “สื่อสาร” กับผู้สวมใส่อย่างชัดเจน Maurice Lacroix นำองค์ความรู้จากการสร้างสรรค์ AIKON Master Grand Date มาปรับใช้กับรุ่นนี้ ด้วยหน้าต่างวันที่ขนาดใหญ่ที่ใช้ดิสก์สองแผ่นแยกหลักสิบและหลักหน่วย ทำให้อ่านค่าได้ง่ายยิ่ง อีกทั้งยังเปิดเผยกลไกการทำงานของดิสก์วันที่ให้เห็นอย่างเต็มตา ขณะเดียวกัน การแสดงผลวันแบบเรโทรเกรดซึ่งอยู่บริเวณด้านล่างของหน้าปัด ก็ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เข็มสีน้ำเงินเริ่มต้นการเดินทางประจำสัปดาห์ที่วันจันทร์ ค่อย ๆ เคลื่อนไปทางขวาจนถึงวันอาทิตย์ ก่อนจะดีดกลับไปทางซ้าย เพื่อเริ่มต้นรอบสัปดาห์ใหม่อีกครั้ง
เชี่ยวชาญกลไกอย่างแท้จริง
ภายในระยะเวลาเพียง 50 ปี Maurice Lacroix ได้สร้างสรรค์กลไก Masterpiece มาแล้วถึง 26 คาลิเบอร์ พร้อมกลไกอินเฮาส์อีกจำนวนมาก ที่มอบทั้งฟังก์ชันการใช้งานและ “การแสดง” ทางกลไกอันน่าตื่นตา สำหรับรุ่นนี้ โรงงานในแถบจูราได้พัฒนาโมดูลอินเฮาส์ที่รวมสองคอมพลิเคชันไว้ด้วยกัน ได้แก่ Grand Date และ Retrograde Day Display
ตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 42 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยพื้นผิวขัดเงาสลับขัดด้าน มาพร้อมฝาหลังแบบเปลือย (exhibition caseback) เปิดให้ชมกลไก Masterpiece ML302 ที่ประดับด้วยลวดลายการตกแต่งระดับสูง อาทิ Côtes de Genève, perlage และ colimaçon อย่างงดงาม

สวมใส่อย่างภาคภูมิ
นาฬิกามาพร้อมสายหนังลูกวัวสีดำ ลวดลายเลียนแบบหนังจระเข้ ประทับโลโก้ตัว “M” แบบกดจม เพิ่มรายละเอียดอันประณีต และด้วยระบบ Maurice Lacroix Easy Strap Exchange ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนสายได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพียงไม่กี่คลิกก็ปรับลุคของนาฬิกาให้เข้ากับสไตล์ได้ทันที
สเตฟาน วาเซอร์ (Stéphane Waser) Managing Director ของ Maurice Lacroix กล่าวว่า “ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา เราได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่มาพร้อมการแสดงผลแบบเรโทรเกรด ซึ่งเป็นกลไกหายากในอุตสาหกรรมนาฬิกา แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เรา ในครั้งนี้ เราเลือกผสานการแสดงผลวันแบบเรโทรเกรดเข้ากับกลไกวันที่ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเชี่ยวชาญของเมซง และบรรจุกลไกนี้ไว้ในตัวเรือนรุ่น 1975 ที่มีดีไซน์คลาสสิก เส้นสายดั้งเดิม พร้อมกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องสไตล์เรโทร-โมเดิร์น นาฬิการุ่นนี้ผลิตขึ้นอย่างประณีตภายในโรงงานของเราที่แซญเญอลิเยร์ ถ่ายทอดความเป็นเลิศที่เข้าถึงได้ เคารพมรดกของเรา และสะท้อนวิสัยทัศน์สู่อนาคตอย่างชัดเจน”
1975 Master Grand Date Retrograde จึงไม่ใช่เพียงนาฬิกา หากแต่เป็นบทสนทนาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่ Maurice Lacroix บรรจงถ่ายทอดผ่านกลไก เวลา และงานออกแบบอย่างแท้จริง — ในแบบที่สง่างาม น่าเชื่อถือ และงดงามเหนือกาลเวลา
14 ม.ค. 2569
14 ม.ค. 2569
14 ม.ค. 2569