MARIA LAFFONT Chief Product Officer of TAG Heuer

Last updated: 14 พ.ค. 2569  |  161 จำนวนผู้เข้าชม  | 

MARIA LAFFONT Chief Product Officer of TAG Heuer

Maria Laffont ผู้อยู่เบื้องหลังการหลอมรวมระหว่างความแม่นยำและการออกแบบของ TAG Heuer ในฐานะ Chief Product Officer เธอมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงมรดกแห่งโครโนกราฟเข้ากับนวัตกรรมร่วมสมัยอย่างมีวิสัยทัศน์ ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งด้านกลยุทธ์และการพัฒนา เธอมองนาฬิกาในฐานะภาษาของเวลาที่สะท้อนทั้งความแม่นยำและอารมณ์ ภายใต้การนำของเธอคอลเลกชันสำคัญของแบรนด์ได้รับการตีความใหม่อย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย โดยยังคงยึดมั่นใน DNA ของ TAG Heuer อย่างชัดเจน

ปีนี้ TAG Heuer เปิดตัวผลงานชุดแรกในงานLVMH Watch Week ส่วนใหญ่เป็นคอลเลกชันCarrera อยากทราบถึงวิสัยทัศน์ที่นำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นาฬิกาที่เปิดตัวครั้งนั้น?
เราพัฒนาผลงานหลายคอลเลกชัน โดยในงาน LVMH Watch Week เริ่มต้นด้วย Carrera หนึ่งในคอลเลกชันหลักของแบรนด์ สิ่งสำคัญคือแนวคิด “เทคนิคความล้ำสมัย” ซึ่งเป็นรากฐานในการออกแบบและพัฒนานาฬิกาทุกคอลเลกชันของแบรนด์ ความล้ำสมัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงเทคโนโลยี แต่รวมถึงความคิดแบบ avant-garde ผสานจินตนาการและความแม่นยำเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังของแนวคิดนี้ คือการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างวิศวกรและทีมครีเอทีฟ โดยมีห้องแล็บของ TAG Heuer
ในสวิตเซอร์แลนด์ ศูนย์กลางของการพัฒนาเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับสูง การแลกเปลี่ยนไอเดียอย่างต่อเนื่องระหว่างสองโลก ระหว่างเทคนิคและความคิดสร้างสรรค์ คือสิ่งที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อความซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกพัฒนาเพื่อยกระดับ “ประสิทธิภาพด้านกีฬา” ซึ่งเป็น DNA สำคัญของแบรนด์ และคอลเลกชัน Carrera คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดนี้ Carrera ถูกสร้างขึ้นโดย Jack Heuer ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้นักแข่งรถสามารถอ่านเวลาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเพียงเสี้ยววินาที ดังนั้น “ความชัดเจนในการอ่านค่า” จึงกลายเป็นหัวใจของ Carrera มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการผสานนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะด้านกีฬาเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


เราได้เห็นคอลเลกชัน Monaco ที่เปิดตัวใน Watches and Wonders ต่อจาก Carrera อยากทราบว่า กลยุทธ์การเปิดตัวนาฬิกาใหม่ปี 2026 เป็นอย่างไร?
เรามีการพัฒนานาฬิกาหลายแบบ และแต่ละรุ่นก็ใช้เวลาพัฒนาไม่เท่ากัน โดยเฉพาะรุ่น Monaco ซึ่งเราจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Watches and Wonders ปีนี้ ถือเป็นการเปิดตัวครั้งสำคัญมากสำหรับเรา เพราะ Monaco คือหนึ่งในไอคอนของแบรนด์ครั้งนี้เราได้มีการออกแบบคอลเลกชัน Monaco ใหม่ ทั้งในด้านดีไซน์และตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะตลอด 29 ปีที่ผ่านมา เราแทบไม่ได้ปรับดีไซน์ของนาฬิการุ่นนี้เลย

สำหรับนักออกแบบแล้ว การนำคอลเลกชันไอคอนระดับนี้มาออกแบบใหม่ถือเป็นงานที่ท้าทายมาก เพราะต้องปรับรายละเอียดทุกจุดอย่างรอบคอบ ต้องระวังไม่ให้เปลี่ยนไปจากเอกลักษณ์เดิมมากเกินไป ต้องหาสมดุลระหว่างความทันสมัยกับการเคารพต่อมรดกดั้งเดิม เราจึงนำนาฬิกา Monaco รุ่นแรกจากปี 1969 มาเป็นต้นแบบ แล้วพัฒนาให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยยังคงยึดแนวคิดหลักคือ “ประสิทธิภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ อีกจุดที่เราให้ความสำคัญมากคือเรื่องความสบายต่อการสวมใส่ เพราะ Monaco เป็นนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เราจึงออกแบบส่วนโค้งของตัวเรือนใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ใส่แล้วกระชับและสบายข้อมือมากขึ้น นอกจากนี้ยังเลือกใช้วัสดุอย่างไทเทเนียม เพื่อให้น้ำหนักเบา

การเปิดตัว Monaco ในปี 1969 ถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ โดยเราจะมาพร้อมกลไกคาลิเบอร์ 11 แต่สำหรับผลงานรุ่นใหม่
ไม่เพียงมาพร้อมดีไซน์ใหม่และหน้าปัดแบบใหม่ แต่ยังมาพร้อมกลไกโครโนกราฟเครื่องอินเฮาส์ชุดใหม่ คาลิเบอร์ TH80-00
ที่ขับเคลื่อนนาฬิกาสปอร์ตคอลเลกชัน Monaco Evergraph กลไกชุดนี้ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้มีความแม่นยำและความทนทานมากยิ่งขึ้น มาพร้อมระบบโครโนกราฟแบบ compliant ที่ไม่เหมือนใคร สร้างขึ้นจากชิ้นส่วนยืดหยุ่น และได้รับการพัฒนาเต็มรูปแบบโดย TAG Heuer LAB ซึ่งเป็นการตีความใหม่ทั้งในด้านการทำงานและสัมผัสของการกดใช้งานฟังก์ชันโครโนกราฟ รวมถึงการติดตั้ง TH-Carbonspring oscillator ทำให้กลไกใหม่นี้ มีความทนทานต่อสนามแม่เหล็กและให้ความแม่นยำสูง พร้อมความถี่ 5 เฮิรตซ์ พลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง ได้รับการรับรองมาตรฐาน COSC และมาพร้อมการรับประกัน 5 ปี


TAG Heuer ในฐานะผู้สนับสนุนและผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการ มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับ Formula One ปีนี้บ้างไหม?
ในด้านผลิตภัณฑ์ เราโชคดีมากที่มีคอลเลกชันชื่อ TAG Heuer Formula 1 เข้ากับความร่วมมือนี้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยคอลเลกชันนี้มีการปรับดีไซน์ใหม่เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน และในปีที่ผ่านมาจากความร่วมมือกับการแข่งขัน ทำให้คอลเลกชันนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เรายังมีรุ่นพิเศษสำหรับแต่ละสนามแข่งหรือแต่ละเมืองของรายการ Formula One ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก นาฬิกา Formula One ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นความตื่นเต้น อะดรีนาลีน ความฝัน และความแข็งแกร่งทางจิตใจของนักแข่ง แนวคิดเหล่านี้สะท้อนออกมาในงานออกแบบของแบรนด์ ที่มีความเฉียบคม ดูมีพลัง และให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ในแง่เทคนิค เราให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพ” เช่นเดียวกับในรถ Formula One เราเลือกใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงแต่น้ำหนักเบา เช่น ไทเทเนียม และคาร์บอน รวมถึงใช้เทคโนโลยีอย่าง carbon spring ในกลไก เพื่อเพิ่มความทนทานและความแม่นยำ  นอกจากนี้ เรายังพัฒนาวัสดุเฉพาะของแบรนด์อย่าง TH Titanium ซึ่งเป็นไทเทเนียมรูปแบบพิเศษที่ปรับคุณสมบัติให้โดดเด่นทั้งด้านดีไซน์และความแข็งแรง สำหรับปีนี้น่าจะมีประมาณ 10-12 รุ่น  แต่ละรุ่นก็จะเชื่อมโยงกับแต่ละสนามหรือแต่ละประเทศของการแข่งขัน Formula One 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้