Last updated: 27 พ.ค. 2569 | 61 จำนวนผู้เข้าชม |
นาฬิกาที่ถ่ายทอดความงดงามของดอกไม้ที่บานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ ด้วยหน้าปัดประดับมุกสีชมพู เข้ากันได้อย่างลงตัวกับสายหนังลูกวัวที่วาดลวดลายด้วยมือ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Vacheron Constantin (วาเชอรอง คอนสแตนติน) ได้นำเทคนิคจิตรกรรมขนาดเล็ก (Miniature Painting) ในลักษณะนี้มาใช้รังสรรค์สายนาฬิกา
นาฬิการุ่นใหม่นี้สืบทอดมรดกอันล้ำค่าในฐานะประวัติศาสตร์นาฬิกาสำหรับผู้หญิงของเมซง (Maison) เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่ความงดงามของธรรมชาติอย่างแท้จริง
เอกลักษณ์อันงดงามที่ได้แรงบันดาลใจจาก Haute Couture
คอลเลกชัน Égérie (เอเชรี) ถือกำเนิดขึ้นในปี 2020 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานระหว่างศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) และแฟชั่นชั้นสูง (Haute Couture) เพื่อยกย่องต่อความเป็นผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง และเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ในปี 2026 Vacheron Constantin ได้ก้าวเข้าสู่การศึกษาโลกแห่งศิลปะแขนงใหม่สำหรับคอลเลกชันนี้ด้วย Égérie Moon Phase Spring Blossom เรือนเวลาที่ถ่ายทอดความงดงามอันแสนสั้นของฤดูใบไม้ผลิ โดยมาในตัวเรือนขนาด 37 มิลลิเมตร รังสรรค์จากพิงก์โกลด์ 18K 5N (18K 5N Pink Gold) หน้าปัดมุกสีชมพูจับคู่เข้ากันอย่างลงตัวกับสายหนังลูกวัวสัมผัสนุ่ม ซึ่งใช้เทคนิคจิตรกรรมขนาดเล็กแบบวาดด้วยมือ เป็นลวดลายดอกไม้ที่ผลิบานอย่างละเอียดอ่อน นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันซึ่งผลิตจำกัดเพียง 100 เรือนทั่วโลกนี้ มาพร้อมความเอ็กซ์คลูซีฟในชุดแพ็กเกจ กระเป๋าเพ้าช์ (Pouch) สำหรับใส่นาฬิกา ทำจากหนังลูกวัวสัมผัสนุ่มตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้เข้าชุดกัน กล่องเก็บสายนาฬิกา โดยเฉพาะ รังสรรค์จากวัสดุหนังชนิดเดียวกันสายนาฬิกาสำรอง ที่สามารถถอดเปลี่ยนได้อย่างง่ายดายเพิ่มเติมอีก 2 เส้น ได้แก่ สายหนังจระเข้สีชมพูสัมผัสเงา (Glossy Pink Alligator Leather) และสายผ้ากรอสเกรนสีบลัชพิงก์ (Blush Pink Grosgrain Fabric) ซึ่งทั้งสองเส้นมาพร้อมหัวล็อกพิงก์โกลด์อย่างงดงาม

แรงบันดาลใจจากดอกไม้ที่ผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ
นาฬิกา Égérie ซีรีส์ใหม่นี้ รังสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดความอ่อนหวานและสง่างามของผู้หญิง ซึ่งเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ผลิบานอบอวลไปด้วยม่านหมอกสีชมพูอ่อนและสีขาวในทุกฤดูใบไม้ผลิ โดยลวดลายธรรมชาติอันงดงามนี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะ วรรณกรรม และบทกวีในหลากหลายวัฒนธรรมมากมายตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา
โทนสีชมพูละมุนทั้งหมดของเรือนเวลานี้ โดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้นด้วยสายหนังลูกวัวสัมผัสนุ่ม ที่ประดับด้วยลวดลายดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ ผ่านเทคนิคจิตรกรรมขนาดเล็กแบบวาดด้วยมือ (Miniature Painting) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Vacheron Constantin นำงานฝีมือชั้นสูงแขนงนี้มาใช้รังสรรค์บนสายนาฬิกา
ในส่วนของหน้าปัดนาฬิกา ชวนให้นึกถึงความละเอียดอ่อนของกลีบดอกไม้ที่เพิ่งผลิบาน และแสงสว่างอันอบอุ่นของรุ่งอรุณในฤดูใบไม้ผลิ โดยถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเงาสะท้อนคล้ายปุยเมฆของเปลือกหอยมุกสีชมพู (Pink Mother-of-pearl) ส่วนแสดงข้างขึ้นข้างแรม (Moon Phase) จัดวางอยู่ภายในวงกลมล้อมเพชรอย่างประณีต ณ ตำแหน่งระหว่าง 1 และ 2 นาฬิกา ซึ่งอยู่ในแนวเฉียงเดียวกับเม็ดมะยมที่ประดับด้วยมูนสโตน (Moonstone) เจียระไนทรงหลังเบี้ย
ณ จุดนี้ ดวงจันทร์สีทองอร่ามจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวโผล่พ้นจากกลุ่มเมฆขอบทองที่ประดับด้วยมุก โดยจะค่อย ๆ สว่างขึ้นและมืดลงตามรอบวงจร ตัดกับทัศนียภาพของท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวในเฉดสีชมพูหม่นที่มีโทนสีเข้มกว่า ช่วยสร้างความแตกต่างอย่างละเอียดอ่อนตัดกับหน้าปัดหลักอย่างงดงาม ด้วยฝีมือการลงสีด้วยมือบนสายนาฬิกา ผสานกับความแตกต่างของโทนสีตามธรรมชาติของเปลือกหอยมุก จึงส่งผลให้นาฬิกาทุกเรือนในรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันที่มีเพียง 100 เรือนนี้ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นและแตกต่างกันไปในรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
นอกจากสายนาฬิกาหนังลูกวัววาดมือลวดลายดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิแล้ว นาฬิกา Égérie รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมกับสายนาฬิกาสำรองเพิ่มเติมอีกสองสาย ได้แก่ สายหนังจระเข้สีชมพูสัมผัสเงา (Glossy Pink Alligator Leather) และสายผ้ากรอสเกรนสีบลัชพิงก์ (Blush Pink Grosgrain Fabric) ซึ่งทุกสายต่างมาพร้อมหัวล็อกพิงก์โกลด์อย่างเข้าชุดกัน
ระบบการเปลี่ยนสายนาฬิกาอันชาญฉลาด ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถถอดเปลี่ยนสายได้ตามต้องการเพื่อสะท้อนอารมณ์และสไตล์ในแต่ละวันโดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใด ๆ เพิ่มเติม เพียงแค่ปลดคลิป (Clip) ที่ใช้งานง่ายซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณสาย ก็สามารถสลับเปลี่ยนสายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ความหลากหลายของตัวเลือกในการปรับแต่งสไตล์นี้ สอดรับอย่างลงตัวกับตัวเรือนขนาด 37 มิลลิเมตร ซึ่งออกแบบมาให้โอบรับและมอบความสง่างามบนข้อมือของผู้หญิงทุกขนาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มรดกแห่งดอกไม้อันล้ำค่า
ดอกไม้คือแรงบันดาลใจและเป็นสิ่งเพิ่มคุณค่าให้แก่มรดกตกทอดของ Vacheron Constantin มายาวนานกว่า 200 ปี ซึ่งเน้นย้ำถึงความสามารถอันโดดเด่นของเมซงในการถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติออกมาได้อย่างสอดคล้องกับความอัจฉริยะทางเทคนิค โดยความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งนี้ปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านคลังข้อมูลประวัติศาสตร์ทั้งหมดของแบรนด์
ตัวอย่างที่โดดเด่นในบรรดาชิ้นงานอันประณีตจากต้นศตวรรษที่ 19 คือ นาฬิกาพกเยลโลว์โกลด์จากปี 1815 ซึ่งบริเวณกลางตัวเรือนได้รับการสลักลวดลายดอกไม้อันละเอียดอ่อน พร้อมเพิ่มประกายระยิบระยับด้วยการประดับโกเมน ชิ้นงานประวัติศาสตร์นี้แสดงให้เห็นได้อย่างงดงามว่า นาฬิกาสำหรับผู้หญิงในยุคแรก ๆ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องประดับเลอค่าที่มีเสน่ห์อันละเอียดอ่อนของธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญ
นอกจากนี้ยังมี นาฬิกาพกกลไกควอเตอร์รีพีตเตอร์ (Quarter-repeater) รุ่นปี 1838 ที่ออกแบบมาเพื่อให้สุภาพสตรีพกพาในกระเป๋าเสื้อหรือใช้เป็นจี้ห้อยคอได้อย่างสง่างาม โดดเด่นด้วยลวดลายดอกไม้ที่ประณีตบนหน้าปัดลายกิโยเช (Guilloché) ซึ่งเน้นย้ำถึงความเชี่ยวชาญของ Vacheron Constantin ในการผสมผสานความซับซ้อนทางเทคนิคเข้ากับความงดงามทางสุนทรียศาสตร์อย่างลงตัว
เมื่อก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ความงดงามของลวดลายดอกไม้ก็ยิ่งเด่นชัดและมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ตัวเรือนของนาฬิกาพกแบบมีฝาปิด (Hunting-case watches) ในยุคนั้น ถูกประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า ไข่มุก และงานเคลือบอีนาเมลลวดลายเกลียวอันซับซ้อน ซึ่งมักใช้สีสันสดใสคู่กับลวดลายแกะสลักแบบอาหรับ (Arabesque) องค์ประกอบตกแต่งเหล่านี้จำนวนมากได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายของพฤกษาชาติอย่างชัดเจน โดยแต่ละชิ้นได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อให้สอดรับกับรสนิยมเฉพาะตัวของผู้สั่งทำ และออกแบบมาเพื่อเสริมความงดงามให้เข้ากับแฟชั่นร่วมสมัยในยุคนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความรู้สึกทางศิลปะนี้ได้รับการสนับสนุนจากความคิดสร้างสรรค์อันเปี่ยมล้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยนาฬิกาแบบจี้ห้อยคอที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอาร์ตนูโว (Art Nouveau) ในกรุงปารีส ได้นำเอารูปทรงที่เป็นธรรมชาติ ลวดลายไข่มุก และลวดลายแกะสลักอันละเอียดอ่อนคล้ายลูกไม้มาใช้ ซึ่งมักเป็นการผสมผสานเปลือกหอยมุกเข้ากับอัญมณีล้ำค่า
แม้ว่าดีไซน์เหล่านั้นจะไม่ได้เป็นการจำลองภาพของดอกไม้แบบตรงตัวเสมอไป แต่ก็ยังคงสะท้อนถึงเส้นสายที่อ่อนช้อยและงดงามตามธรรมชาติของพืชพรรณ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของศิลปะอาร์ตนูโว พร้อมทั้งเปลี่ยนเรือนเวลาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้อย่างแท้จริง
ด้วยแรงบันดาลใจอันยั่งยืนจากโลกแห่งพฤกษศาสตร์นี้เอง เมซงจึงได้รังสรรค์ผลงานสำหรับผู้หญิงอย่างต่อเนื่องด้วยความสง่างามเหนือกาลเวลา เพื่อเฉลิมฉลองเสน่ห์อันเป็นนิรันดร์ของความงามแห่งพฤกษาชาติผ่านรายละเอียดอันประณีต

เอกลักษณ์ในความงดงามของ HAUTE COUTURE
เมื่อรังสรรค์คอลเลกชัน Égérie (เอเชรี) สำหรับผู้หญิงขึ้นมา Vacheron Constantin ได้นำโลกแห่งแฟชั่นชั้นสูงหรือ Haute Couture มาเป็นแรงบันดาลใจหลัก เพื่อยกย่องงานฝีมือ ความรู้ความชำนาญ และความหายาก รวมถึงความหลงใหลและความคิดสร้างสรรค์ที่มีร่วมกันกับศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie)
รายละเอียดอันวิจิตรบนหน้าปัดนาฬิกาสื่อถึงความประณีตของลูกปัด งานปัก และเชือกถัก โดยเฉพาะพื้นผิวลายจีบ (Pliage) บริเวณใจกลางหน้าปัดและที่ปรากฏซ้ำรอบขอบหน้าปัดนั้น ชวนให้นึกถึงความพลิ้วไหวอันงดงามของชายกระโปรง การผสมผสานที่ลงตัวของพื้นผิวและรูปทรงที่เกี่ยวพันกันนี้ บ่งบอกถึงโครงสร้างของชุดราตรีที่ถักทอและตัดเย็บอย่างประณีตบรรจง
ในขณะที่รูปทรงโค้งมนอันอ่อนช้อยของตัวเลขบอกเวลา ชวนให้นึกถึงลวดลายที่ซ้อนทับกันอย่างมีมิติของผ้าลูกไม้ ยิ่งไปกว่านั้น สายนาฬิกาที่สามารถถอดเปลี่ยนได้ซึ่งรังสรรค์จากวัสดุที่หลากหลาย ยังช่วยเพิ่มความโก้หรูและเติมเต็มสไตล์ที่สมบูรณ์แบบให้กับเรือนเวลาอีกด้วย
นาฬิกา Égérie ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมสมัยของเอกลักษณ์ความงดงามที่ Vacheron Constantin ยึดมั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางตำแหน่งหน้าปัดแบบเยื้องศูนย์ (Asymmetrical display) ซึ่งในกรณีนี้เป็นการเล่นกับวงกลมสองวงที่เกี่ยวพันกันอย่างมีมิติ โดยมีเม็ดมะยมเป็นจุดยึดระหว่างตำแหน่ง 1 และ 2 นาฬิกา ตัวเรือนมีความโดดเด่นด้วยวงแหวนประดับเพชรรอบหน้าปัดย่อย ผสานเข้ากับวงกลมของลูกปัดทองคำ 18K ขัดเงา (Polished 18K gold beads) บริเวณรอบศูนย์กลางของหน้าปัด พร้อมขอบตัวเรือนที่ประดับด้วยเพชรน้ำงามอย่างหรูหรา นอกจากนี้ สายนาฬิกาที่วาดลวดลายด้วยมือ และอีกหนึ่งตัวเลือกสลับเปลี่ยนที่รังสรรค์จากผ้ากรอสเกรน (Grosgrain Fabric) ยังเป็นสิ่งสะท้อนและสื่อถึงงานฝีมือรวมถึงวัสดุชั้นสูงอันเป็นหัวใจสำคัญของโลก Haute Couture เพิ่มเติมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
คำถามสำหรับคุณ SANDRINE DONGUY (ซองดรีน ดองกี)
ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม (Product Marketing & Innovation Director)
นาฬิกา Vacheron Constantin Égérie Moon Phase Spring Blossom แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของงานศิลปะชั้นสูงหรือเมติเยร์ ดาร์ต (Métiers d'Art) ได้อย่างไร จากการผสมผสานมรดกแห่ง Haute Couture เข้ากับนวัตกรรมงานฝีมือ?
คำตอบนี้มีสองส่วนด้วยกันค่ะ
ส่วนแรก: เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า Haute Couture เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบคอลเลกชัน Égérie มาโดยตลอด งานฝีมืออันประณีตคือองค์ประกอบหลักที่บ่งบอกถึงความเป็นแฟชั่นชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นงานเย็บปักถักร้อยด้วยมือ การปักลูกปัด การปักผ้า และการตกแต่งด้วยขนนก นอกจากนี้ Haute Couture ยังแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการทดลอง และเต็มไปด้วยนวัตกรรมในการแสวงหาความงดงาม รวมถึงการแสดงออกทางศิลปะของดีไซเนอร์
ส่วนที่สอง: เกี่ยวข้องกับบทบาทของ Vacheron Constantin ในฐานะ "ผู้พิทักษ์งานฝีมือตกแต่งแบบดั้งเดิม" นาฬิกา Égérie Moon Phase Spring Blossom ได้ผสานสององค์ประกอบนี้เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ประการแรกคือการเลือกใช้เทคนิคจิตรกรรมขนาดเล็กแบบวาดด้วยมือ (Miniature Painting) และประการที่สองคือ การนำเทคนิคนี้ไปใช้ในรูปแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือการวาดภาพลงบนสายนาฬิกา แทนที่จะเป็นบนหน้าปัดหรือตัวเรือนตามขนบเดิม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่ออันลึกซึ้งของเมซงที่ว่า อนาคตของงานศิลปะฝีมือชั้นสูงเหล่านี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การรักษาขนบวิธีการใช้งานแบบเดิมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การสร้างความต่อเนื่องและความสำคัญของงานฝีมือให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการคิดค้น ทดลอง และพัฒนาไปในทิศทางใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้งค่ะ

"สำรวจในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้” ธีมประจำปีของ VACHERON CONSTANTIN
“ทำให้ดีขึ้นหากเป็นไปได้ และเราทำให้สิ่งนั้นเป็นไปได้เสมอ” — คำขวัญของ Vacheron Constantin จากบันทึกของ François Constantin ในปี ค.ศ. 1819 คำขวัญอันทรงคุณค่านี้เปรียบเสมือนแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้เมซง (Maison) ก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นเลิศและความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะนำไปสู่สิ่งใดก็ตาม
ทั้งการทลายขีดจำกัดของกลไกแห่งเรือนเวลา การค้นพบขอบเขตทางวัฒนธรรมและศิลปะแขนงใหม่ ๆ ตลอดจนการออกสำรวจความเป็นมาและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า ทั้งหมดนี้คือแรงจูงใจให้เกิดธีม “การสำรวจในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้” (Exploring all ways possible) เพื่อเปิดมุมมองให้กว้างไกลยิ่งขึ้น คิดค้นอย่างแตกต่าง และปลดปล่อยพลังแห่งความสร้างสรรค์ออกมา
ด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างสู่โลกกว้าง ทำให้เมซงค้นพบความเชี่ยวชาญอันเป็นเอกลักษณ์ในการเปลี่ยนการบอกเวลา ให้กลายเป็นขอบเขตของการศึกษาค้นคว้าและการค้นพบอันยิ่งใหญ่ ซึ่งครอบคลุมทั้งในแง่มุมทางเทคนิค ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม
"สำรวจในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้” ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Shan Jiang (ซาน เจียง) ศิลปินและนักวาดภาพประกอบชาวจีนผู้ชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งจะพาทุกท่านออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการอันงดงามและเปี่ยมด้วยบทกวี ที่ซึ่งการออกสำรวจได้กลายมาเป็นบ่อเกิดแห่งความมหัศจรรย์ นวัตกรรม และองค์ความรู้อันไม่มีวันสิ้นสุด
Shan Jiang คือศิลปินผู้ได้รับการยอมรับในระดับสูง ผลงานของเขาหล่อหลอมขึ้นจากอิทธิพลของบ้านเกิดอย่างเซี่ยงไฮ้ โดยถ่ายทอดบรรยากาศและตัวตนของเมืองลงในงานศิลป์ได้อย่างลึกซึ้ง ผลงานสร้างสรรค์ของเขามีการผสานความแตกต่างอย่างสุดขั้วเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น:
- ตึกระฟ้าอันทันสมัยกับบ้านบังกะโลแบบดั้งเดิม
- ความเชื่อดั้งเดิมกับแนวคิดและอุดมการณ์ร่วมสมัย
- วัฒนธรรมกระแสหลักกับวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ที่มีชีวิตชีวา
แรงบันดาลใจทางศิลปะของเขามีความหลากหลายและครอบคลุม ตั้งแต่งานจิตรกรรมจีนอันประณีต ภาพพิมพ์อุกิโยะเอะ (Ukiyo-e) ของญี่ปุ่น ไปจนถึงแนวคิดของ Bauhaus ตลอดจนผลงานของบรมครูระดับโลกอย่าง Albrecht Dürer, Jean Giraud และ Eduardo Paolozzi
แนวทางการทำงานของ Shan Jiang ซึ่งโดดเด่นด้วยรายละเอียดอันประณีตวิจิตรและจินตนาการอันไร้ขอบเขต จึงสอดคล้องและสะท้อนถึงคุณค่าหลักของเมซง Vacheron Constantin ในด้านความเป็นเลิศและนวัตกรรมได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
Vacheron Constantin (วาเชอรอง คอนสแตนติน) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1755 เป็นหนึ่งในเมซงผู้ผลิตนาฬิกาชั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 270 ปี โดยได้สืบทอดมรดกอันน่าภาคภูมิใจแห่งความเป็นเลิศในการผลิตเรือนเวลาและความประณีตทางสุนทรียศาสตร์ ผ่านทักษะอันเชี่ยวชาญของช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น
ณ จุดสูงสุดของศิลปะการผลิตนาฬิกาชั้นสูง (Haute Horlogerie) และความสง่างามอันเหนือกาลเวลา เมซงได้รังสรรค์เรือนเวลาพร้อมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในแง่ของนวัตกรรมทางเทคนิค สุนทรียะความงาม ตลอดจนความสมบูรณ์แบบของงานตกแต่งขั้นสูง
Vacheron Constantin ร่วมชุบชีวิตใหม่ให้แก่มรดกอันทรงคุณค่าที่มิอาจเทียบเคียงได้ ตลอดจนจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันต่าง ๆ อย่างเด่นชัด ได้แก่: Patrimony (แพทริโมนี), Traditionnelle (ทราดิชันแนล), Métiers d’Art (เมติเยร์ ดาร์ต), Overseas (โอเวอร์ซีส์), Fiftysix (ฟิฟตี้ซิกส์), Historiques (อิสโทริกส์), Égérie (เอเชรี)
นอกจากนี้ เมซงยังมอบโอกาสอันหายากยิ่งให้แก่ลูกค้าและนักสะสมผู้หลงใหลในเรือนเวลา ด้วยการนำเสนอผลงานวินเทจระดับตำนานที่ได้รับการบูรณะอย่างพิถีพิถันภายในคอลเลกชัน Les Collectionneurs (เลส์ คอลเลกซิยนเนอร์ส) รวมถึงเรือนเวลาสั่งทำพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก (Unique pieces) จากแผนกกลไกชั้นสูง Les Cabinotiers (เลส์ กาบิโนติเยร์ส) ของเมซง
26 พ.ค. 2569
26 พ.ค. 2569
27 พ.ค. 2569
27 พ.ค. 2569