CARTIER

Last updated: 6 ก.ค. 2569  |  23 จำนวนผู้เข้าชม  | 

CARTIER

“ภายในเวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูงของเราทุกผลงานเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างศาสตร์แห่งงานฝีมือหลายแขนง ซึ่งศิลปะความเชี่ยวชาญ ความหลงใหลถูกหลอมรวมเข้ากับทั้งขนบดั้งเดิมและความร่วมสมัย ด้วยความอดทนและความชำนาญระดับสูง

ช่างฝีมือของเราจึงรังสรรค์ผลงานอันเป็นเลิศ พร้อมสืบทอดศิลปะแห่งเมซงให้คงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น”
อเล็กซา อาบิทโบล (Alexa ABITBOL)
ผู้อำนวยการเวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูง

ศูนย์กลางแห่งเครื่องประดับชั้นสูง
เวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูงของคาร์เทียร์ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านจิวเวลรีเก่าแก่ใจกลางกรุงปารีส แม้ภายนอกอาคารจะดูเรียบง่าย แต่ภายในกลับเป็นพื้นที่ที่รวบรวมบุคลากรผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความเชี่ยวชาญจากทุกสายงานของเมซงไว้ด้วยกัน


ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันผ่านพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์อันแข็งแกร่ง จนเกิดเป็นผลงานเครื่องประดับชั้นสูงของคาร์เทียร์ ซึ่งสะท้อนทั้งนวัตกรรม การเคารพในขนบดั้งเดิม และการแสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งในฐานะหนึ่งในเวิร์คชอปจิวเวลรีที่ใหญ่ที่สุดของโลกการรักษาความเป็นส่วนตัวยังคงเป็นหัวใจสำคัญของสถานที่แห่งนี้

การผสานพลังแห่งความเชี่ยวชาญ
ภายในสถานที่รังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูงของคาร์เทียร์ เหล่าช่างฝีมือภายใต้การดูแลของอเล็กซา อาบิทโบล ตั้งแต่ปี 2024 ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ รวมถึงงานสั่งทำพิเศษต่าง ๆ โดยช่างฝีมือและนักออกแบบสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้อย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ นอกจากนี้ ภายในเวิร์คชอปยังมีสตูดิโอออกแบบภายใต้การนำของฌาเคอลีน การาชิ (Jacqueline Karachi) ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศ รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีไว้ในพื้นที่เดียวกันอีกด้วย


ช่างฝีมือภายในเวิร์คชอปแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มงานฝีมือดั้งเดิม ซึ่งครอบคลุมการทำเครื่องประดับ การฝังอัญมณี การขัดเงา การเจียระไนอัญมณี การหล่อโลหะ และกลุ่มงานเมติเยร์ ดาร์ต (Métiers d’Art) อย่างการแกะสลักอัญมณี (glyptics) งานประติมากรรม และการร้อยลูกปัด

นอกเหนือจากการรังสรรค์เอง คาร์เทียร์ยังร่วมงานกับเวิร์คชอปอิสระและเวิร์คชอปงานฝีมือเก่าแก่อีกหลายแห่ง ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับเมซง โดยคาร์เทียร์ให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานความเป็นเลิศของเวิร์คชอปเหล่านี้ให้อยู่ในระดับเดียวกับเวิร์คชอปของเมซงเอง และในขณะเดียวกันคาร์เทียร์ยังมุ่งสนับสนุนและส่งเสริมเวิร์คชอปเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสืบสานงานฝีมือและความเชี่ยวชาญให้ดำรงอยู่ในระยะยาว

เมื่อความแม่นยำขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์
ทุกอย่างเริ่มต้นจากอัญมณีที่ได้รับการคัดสรรโดย “Cartier eye” คำเฉพาะที่ใช้เรียกทีมผู้เชี่ยวชาญสามฝ่าย ได้แก่ นักอัญมณีศาสตร์ นักออกแบบ และผู้จัดซื้อ ผู้เปี่ยมความชำนาญและมีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการเฟ้นหาอัญมณีหายาก เมื่อเจออัญมณีระดับพิเศษ พวกเขาจะอาศัยทั้งสัญชาตญาณและความรู้สึกในการตัดสินใจ เพื่อคัดเลือกอัญมณีที่สะท้อนจิตวิญญาณของคาร์เทียร์ได้อย่างแท้จริง โดยช่วงเวลาที่นักออกแบบได้พบกับอัญมณีเป็นครั้งแรกถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะพวกเขาจะเลือกอัญมณีที่จุดประกายแรงบันดาลใจ ก่อนถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดแบบกวอช (gouache) และเมื่อแบบดังกล่าวได้รับการอนุมัติ กระบวนการสร้างสรรค์ชิ้นงานจึงเริ่มต้นขึ้น


ในการรังสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น เหล่าช่างฝีมือต้องให้ความสำคัญทั้งกับความประณีตระดับสูง ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และความเชี่ยวชาญเฉพาะของเมซง พร้อมยึดถือมาตรฐานของคาร์เทียร์ ไม่ว่าจะเป็นความสมบูรณ์ของงานที่ต้องเก็บรายละเอียดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ความยืดหยุ่นในการสวมใส่ สัมผัสที่แนบรับไปกับสรีระราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ตลอดจนความสมดุลและความกลมกลืนของรูปทรงและมิติของชิ้นงาน เพื่อให้ทุกองค์ประกอบออกมาสมบูรณ์แบบ ช่างฝีมือแต่ละแขนงจึงทำงานร่วมกันอย่างเป็นลำดับขั้นตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของตนเอง

ทุกขั้นตอนของการผลิตจนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย นักออกแบบจะคอยกำกับให้ทุกชิ้นงานยังคงถ่ายทอดวิสัยทัศน์แรกเริ่มจากภาพวาดแบบกวอชอย่างครบถ้วน หลังจากคัดเลือกอัญมณีและอนุมัติการออกแบบแล้ว การรังสรรค์สร้อยคอหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลาทำงานโดยเฉลี่ยราว 1,800 ชั่วโมง และบางชิ้นงานอาจยาวนานถึง 5,000 ชั่วโมง


ทุกขั้นตอนเกิดขึ้นภายในเวิร์คชอปขนาดย่อมที่รวบรวมช่างฝีมือในสายงานเดียวกันไว้ด้วยกัน โดยผสมผสานทั้งเทคนิคดั้งเดิมและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้กับบางชิ้นงาน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างทีม และบรรยากาศการทำงานที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาร่วมกัน ช่างฝีมือจะทำงานบนโต๊ะทำงานส่วนตัวที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ รายรอบด้วยสภาพแวดล้อมที่สว่าง สงบ และเอื้อต่อสมาธิ เพื่อสภาพการทำงานที่ดีที่สุดสำหรับช่างฝีมือทุกคน

การสืบทอดองค์ความรู้
เพราะผู้คนคือหัวใจสำคัญของทุกสายงาน คาร์เทียร์จึงมุ่งมั่นในการสืบทอด อนุรักษ์ และพัฒนาองค์ความรู้ด้านงานฝีมือของเมซงอย่างต่อเนื่อง ในปี 2010 เมื่อกลิปติกส์ (Glyptics) หรือศิลปะการแกะสลักอัญมณีทั้งแบบนูนต่ำ (cameo) และแบบเว้า (intaglio) กำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะเลือนหายไป เมซงจึงนำเวิร์กช็อปกลิปติกส์ของช่างฝีมือระดับมาสเตอร์ ฟิลิปป์ นิโคลาส์ (Philippe Nicolas) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กช็อปเครื่องประดับชั้นสูง เพื่อยืนยันความตั้งใจในการสืบสานศิลปะหายากแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป ปัจจุบัน แม้ฟิลิปป์ นิโคลาส์จะเกษียณแล้วในปัจจุบัน แต่เวิร์กช็อปแห่งนี้ยังคงมีช่างแกะสลักอัญมณีห้าคนร่วมกันสืบทอดและถ่ายทอดความเชี่ยวชาญอันโดดเด่นนี้สู่คนรุ่นต่อไป


นับตั้งแต่ปี 2019 คาร์เทียร์ได้ให้การสนับสนุนองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ Association des Maîtres d’Art et leurs Elèves (สมาคมช่างฝีมือชั้นครูและศิษย์) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ อนุรักษ์งานฝีมือชั้นสูงอันทรงคุณค่า และสืบสานความเป็นเลิศแห่งศิลปหัตถกรรมฝรั่งเศสให้คงอยู่ต่อไป

อีกหนึ่งสถานที่สำคัญ คือ Cartier Jewellery Institute ซึ่งเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2002 ตั้งอยู่ห่างจากเวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูงเพียงไม่กี่เมตร เป็นสถาบันที่มีบทบาทหลักในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของช่างฝีมือของเมซง โดยในแต่ละปีได้ต้อนรับช่างฝีมือราว 165 คน คิดเป็นชั่วโมงการฝึกอบรมรวมมากกว่า 4,800 ชั่วโมง นอกจากนี้ สถาบันยังเปิดหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับบุคลากรภายนอกอีกด้วย


ขณะเดียวกัน Pépite Workshop ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์คชอปของคาร์เทียร์ ได้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจริงให้แก่ช่างจิวเวลรี่รุ่นใหม่ ผ่านหลักสูตรแบบสหกิจศึกษาร่วมกับสถาบัน Haute École de Joaillerie ในปารีส โดยผู้ฝึกงานจากที่นี่มักมีโอกาสได้เข้าร่วมการแข่งขัน Best Apprentice in France ซึ่งเป็นเวทีประกวดสำหรับสุดยอดผู้ฝึกงานของประเทศ

ความร่วมมือในรูปแบบนี้ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับหลากหลายสถาบันในวงการ ดังนั้นเมซงจึงได้พัฒนาหลักสูตรฝึกงานด้านการขัดเงาและการฝังอัญมณี ร่วมกับ École Boulle พร้อมทั้งร่วมก่อตั้งหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้านดิจิทัลดีไซน์ กับ Haute École de Joaillerie ในกรุงปารีสอีกด้วย

13 Rue de la Paix ตำนานเวิร์คชอปประวัติศาสตร์ของคาร์เทียร์
สถานที่แห่งนี้นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของคาร์เทียร์ ก่อตั้งโดยหลุยส์ คาร์เทียร์ในปี 1899 บูติคเลขที่ 13 รูว์ เดอ ลา เป (rue de la Paix) ยังคงเป็นที่ตั้งของเวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูงอันทรงคุณค่ามาจนถึงปัจจุบันนี้ ภายในอาคารอันทรงเกียรติซึ่งได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2022 เหล่าช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญจากสามสาขาหลักของงานจิวเวลรี่ ได้แก่ การออกแบบ การฝังอัญมณี และการขัดเงา ร่วมกันรังสรรค์ผลงานเครื่องประดับชั้นสูงชิ้นเอกมากมาย รวมถึงงานสั่งทำพิเศษโดยเฉพาะ พื้นที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบันของงานสร้างสรรค์ และเปิดให้เข้าชมเพียงแค่ในโอกาสพิเศษเท่านั้น

ห้องเก็บผลงานชั้นบน คือแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจอันไร้ขอบเขต และเป็นดั่งต้นกำเนิดของสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเมซง ซึ่งยังคงจุดประกายงานสร้างสรรค์ต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ โดยเปิดให้นักออกแบบสามารถเข้ามาศึกษาและค้นคว้าได้ทุกเวลา

ความเชี่ยวชาญของคาร์เทียร์ประกอบด้วยสามหลักการสำคัญ
ได้แก่
วัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศที่ถ่ายทอดสู่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ของเมซง
การให้ความสำคัญกับผู้คนและการทำงานเป็นทีม
ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญบนเส้นทางเปี่ยมแรงบันดาลใจ
และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ผลักดันขีดจำกัดของสไตล์และเทคนิคเรื่อยมา
วิสัยทัศน์อันทรงพลังนี้เองที่เป็นรากฐาน
ของนิยามความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมซง
อย่างแท้จริง

คำศัพท์เกี่ยวกับงานเครื่องประดับชั้นสูง

การสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้นคือกระบวนการอันยาวนาน
ที่อาศัยการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องของช่างฝีมือหลากหลายแขนง
โดยผลงานเพียงหนึ่งชิ้นอาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมากถึง 10 สาขา
ตลอดระยะเวลาหลายเดือน
ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถกำหนดขั้นตอนแบบตายตัวได้
เพราะเครื่องประดับทุกชิ้นล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และทุกกระบวนการล้วนเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกับงานออกแบบนั้นเอง

การหล่อ (Casting)
เทคนิค Lost wax casting หรือการหล่อแบบหลอมแว็กซ์ เป็นกระบวนการสร้างชิ้นงานจากต้นแบบแว็กซ์ที่ช่างแกะสลักขึ้นรูปไว้ จากนั้นช่างจิวเวลรี่จะนำมาตัดแต่งและจัดเรียงบนโครงแว็กซ์ โดยวางชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักเบาไว้ด้านบน ก่อนนำไปหล่อในแม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์ เมื่อได้รับความร้อน ขี้ผึ้งจะหลอมละลายจนเกิดเป็นโพรงภายในแม่พิมพ์ ซึ่งใช้สำหรับฉีดโลหะหลอมเหลวเข้าไป หลังจากโลหะแข็งตัว ชิ้นงานทองคำหรือแพลทินัมที่ได้จะกลายเป็นโครงสร้างหลักของเครื่องประดับที่มาพร้อมรายละเอียดทั้งหมดจากโครงแว็กซ์เดิมอย่างครบถ้วน ก่อนส่งกลับไปยังช่างจิวเวลรีเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการขัดเงาและการฝังอัญมณีต่อไป

การเจียระไน (Cut)
ช่างเจียระไนมีหน้าที่เจียระไนอัญมณีสีให้เปล่งประกายความงดงามออกมาอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ต้องคงเอกลักษณ์ตามเดิมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเข้มของสี ตำแหน่งของร่องรอยตามธรรมชาติ หรือแนวการแตกตัวของเนื้อหิน โดยช่างเจียระไนต้องปรับแต่งอัญมณีให้สอดคล้องกับงานออกแบบ ทั้งการสร้างลวดลายดุจเส้นขนของเสือแพนเตอร์ รวมถึงลายจุดที่มีรูปทรงแตกต่างกัน โดยใช้เทคนิคการตัดแบบเฉพาะ (custom-cut) ที่ต้องเจียระไนอัญมณีทีละเม็ดให้รับกับรูปทรงของแต่ละลวดลายอย่างประณีต

กลิปติกส์ (Glyptics)
กลิปติกส์คือศิลปะแห่งการแกะสลักหินกึ่งมีค่า ทั้งในรูปแบบนูนต่ำ (cameo) และแบบเว้า (intaglio) โดยวัสดุที่คาร์เทียร์นำมาใช้มีความหลากหลาย ตั้งแต่หินเนื้อแข็ง ไม้กลายเป็นหิน ไปจนถึงลูกสนซิลิกา คาร์เทียร์ยังเป็นเมซงจิวเวลรีรายใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีเวิร์คชอปกลิปติกส์ภายในองค์กร ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานทั้งสำหรับคอลเลคชั่นเครื่องประดับชั้นสูง และงานสั่งทำพิเศษต่างๆ อีกด้วย

จิวเวลรี่ (Jewellery)
ขั้นตอนแรก ช่างจิวเวลรี่จะคว้านโมเดลแว็กซ์ที่ได้รับจากช่างแกะสลักให้กลวง เพื่อให้ชิ้นงานโลหะที่ได้นั้นมีน้ำหนักเบาที่สุด จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการจัดวาง อัญมณี ต่อมาแว็กซ์จะถูกแบ่งออกเป็นหลายส่วนโดยช่างจิวเวลรี่ แล้วนำมาประกอบรวมกันบนโครงก่อนจะเข้าสู่กระบวนการหล่อแบบหลอมแว็กซ์ แว็กซ์จะถูกหลอมออกจนหมด เหลือเป็นโพรงสำหรับเทโลหะมีค่าเข้าไปแทนที่ทุกรายละเอียดอย่างแม่นยำ เมื่อชิ้นงานโลหะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่างจิวเวลรี่จะเปิดชิ้นงานและตัดส่วนเกินจากกระบวนการหล่อออก หลังจากนั้นจะส่งต่อไปยังช่างขัดเงาเพื่อเตรียมพื้นผิวสำหรับขั้นตอนการฝังอัญมณีต่อไป

การขัดเงา (Polishing)
ชิ้นงานจะถูกส่งต่อให้ช่างขัดเงาหลายครั้งตลอดกระบวนการผลิต เนื่องจากทุกขั้นตอนทั้งก่อนและหลังการฝังอัญมณีล้วนมีความสำคัญต่อผลลัพธ์สุดท้ายอย่างยิ่ง หนึ่งในความท้าทายหลักของศาสตร์นี้ซึ่งต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์ในการฝึกฝน คือ การถ่ายทอดรายละเอียดทั้งหมดจากแบบร่างให้เกิดขึ้นจริงอย่างครบถ้วน โดยความประณีตของงานขัดเงาจะสะท้อนผ่านทุกมิติของชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านหลัง หรือบริเวณช่องเปิดต่าง ๆ โดยมีการใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการขัดด้วยลวด (wire polishing) เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่สมบูรณ์แบบที่สุด

การแกะสลัก (Sculpture)
ช่างแกะสลักมีหน้าที่ถ่ายทอดแบบร่างสองมิติจากนักออกแบบให้กลายเป็นรูปทรงสามมิติ โดยเริ่มจากการเติมรายละเอียดลงบนโมเดลด้วยดินปั้น (plasticine) หรือปูนปลาสเตอร์ ก่อนพัฒนาไปเป็นแบบแว็กซ์ในขั้นตอนถัดไป โดยในขั้นตอนนี้ ช่างต้องคำนึงถึงทั้งความสบายในการสวมใส่ หลักสรีรศาสตร์ และการจัดการกับแสงและปริมาตรของชิ้นงาน เพื่อให้รูปทรงไม่บดบังความเปล่งประกายของอัญมณี อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเผยรายละเอียดที่อาจไม่ได้ปรากฏในแบบร่าง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ที่นักออกแบบตั้งใจถ่ายทอดออกมา

การฝังอัญมณี (Setting)
ช่างฝังอัญมณีมีหน้าที่ประดับอัญมณีลงบนโครงโลหะที่ช่างจิวเวลรี่สร้างขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ขยายภาพแบบสองตาเพื่อทำงานในรายละเอียดช่องเล็ก ๆ สำหรับฝังอัญมณีทีละเม็ดอย่างประณีต ภายในเวิร์คชอปเครื่องประดับชั้นสูง ช่างฝีมือสามารถเลือกเทคนิคการฝังอัญมณีร่วมกับนักออกแบบและช่างจิวเวลรีได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฝังแบบหนาม (claw setting) การฝังแบบเกรนหรือพาเว่ (grain หรือ pavé setting) การฝังแบบปิดหรือเรียบเสมอผิว (closed หรือ flush setting) รวมถึงการฝังแบบเฟอร์เซตติ้ง (fur setting) ซึ่งเป็นเทคนิคเอกลักษณ์ของคาร์เทียร์ที่ใช้กับลวดลายสัตว์ต่างๆ ดังนั้น บทบาทของช่างฝังอัญมณีคือการสร้างความกลมกลืนให้กับมิติของอัญมณีแต่ละเม็ด พร้อมทั้งขับเน้นความงดงามของทุกรายละเอียดในชิ้นงานให้ออกมาไร้ที่ติที่สุด

การร้อย (Stringing)
เริ่มต้นจากการคัดขนาดลูกปัดหรือไข่มุกด้วยมือพร้อมจัดแยกตามโทนสี จากนั้นช่างฝีมือจะนำมาร้อยเรียงตามรูปแบบที่กำหนดไว้ เพื่อให้แนวเส้นโค้ง และการทับซ้อนขององค์ประกอบต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องและกลมกลืน โดยตลอดกระบวนการต้องใส่ใจเรื่องความยืดหยุ่นของชิ้นงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการทิ้งตัวที่สวยงาม สามารถสวมใส่ได้สบายซึ่งศาสตร์แห่งการร้อยนี้ไม่ได้มีการสอนในสถาบันการศึกษา แต่เป็นทักษะที่ถ่ายทอดจากช่างฝีมือสู่ช่างฝีมือรุ่นต่อรุ่นเท่านั้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้