Last updated: 19 ก.ย. 2569 | 32 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อนาฬิกาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบอกเวลา หากยังสะท้อนเรื่องราวของยุคสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมผ่านกาลเวลา Blancpain แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิสที่เก่าแก่ที่สุดในโลก จึงอยากชวนผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเรือนเวลาไปสัมผัสอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของแบรนด์ กับบทบาทในการฟื้นคืนคุณค่าอันยั่งยืนของศาสตร์แห่งนาฬิกาจักรกลช่วงทศวรรษ 1980–2000 ผ่านการจัดแสดง 15 เรือนเวลาหาชมยากจากยุค neo-vintage จากคลังประวัติศาสตร์ของ Blancpain ซึ่งนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชีย พร้อมเรือนไฮไลต์จากคอลเลกชั่น Villeret โฉมใหม่ล่าสุด ณ Blancpain Salon ภายในงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 27 กันยายนนี้

คุณกฤษณ์ ภีมะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร สวอท์ช กรุ๊ป ประเทศไทย และผู้จัดการบริหารแบรนด์ Blancpain กล่าวว่า “สิ่งที่น่าสนใจของเรือนเวลาจากยุค neo-vintage คือ เราจะได้เห็นว่า Blancpain ให้ความสำคัญกับศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลอย่างไร ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ขณะเดียวกันเรือนเวลาแต่ละเรือนยังสะท้อนแนวคิดและแนวทางการสร้างสรรค์ของแบรนด์ในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน เราอยากให้ทุกคนได้เห็นถึงงานฝีมือที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาแต่ละเรือน และเมื่อมองมาที่ Villeret เวอร์ชั่นใหม่ เราก็ยังเห็นแนวคิดและจิตวิญญาณเหล่านี้อยู่ เพียงแต่ถูกนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยและความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราอยากนำผลงานจากทั้งสองช่วงเวลามาจัดแสดงไว้ด้วยกัน”


การจัดแสดงเรือนเวลาจากยุค neo-vintage ทั้ง 15 เรือนนี้ นับเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้สัมผัสถึงความเชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลของ Blancpain ในช่วงเวลาสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์ โดยหนึ่งในเรือนเด่นคือ 1735 Grande Complication นาฬิกาข้อมือแบบขึ้นลานอัตโนมัติที่มีความซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เปิดตัว และยังคงครองตำแหน่งดังกล่าวต่อเนื่องอีกหลายปีหลังจากนั้น ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงจุดสูงสุดของศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยการผสานกลไกที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็น split-seconds chronograph, minute repeater, tourbillon, perpetual calendar และ moonphase ไว้ในเรือนเดียว

อีกหนึ่งเรือนเวลาที่น่าสนใจคือ Villeret Ultra-Thin หน้าปัดสีแซลมอนเรือน prototype จากคลังประวัติศาสตร์ของ Blancpain ซึ่งไม่เคยถูกบรรจุอยู่ในสายการผลิตอย่างเป็นทางการ ขับเคลื่อนด้วย Calibre 1150 กลไกขึ้นลานอัตโนมัติรุ่นแรกของโลกที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 100 ชั่วโมง โดยในปี 2026 เมซงได้นำเอกลักษณ์ของหน้าปัดสีแซลมอนกลับมาตีความใหม่อีกครั้ง ทั้งบนหน้าปัด Grand Feu enamel ในฟังก์ชัน Traditional Chinese Calendar และหน้าปัดซันเบิร์สต์ในรุ่น Ultra-Thin ขนาด 38 มม. ถ่ายทอดเสน่ห์จากเรือนเวลา prototype ต้นแบบในอดีตสู่การรังสรรค์ร่วมสมัยได้อย่างงดงาม


นอกจากนี้ ยังมีเรือนเวลา Complete Calendar Mini Moonphase ในขนาด 26 มม. ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับสุภาพสตรี โดยยังคงไว้ซึ่งดีไซน์และกลไกปฏิทินสมบูรณ์พร้อมการแสดงข้างขึ้นข้างแรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อีกทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นกลไกปฏิทินสมบูรณ์พร้อมฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรมที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกในขณะนั้น นับเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญที่สะท้อนถึงความสามารถของ Blancpain ในการบรรจุความซับซ้อนของกลไกไว้ในเรือนเวลาขนาดกะทัดรัด
จากมรดกแห่งการรังสรรค์ในยุค neo-vintage สู่เรือนเวลาร่วมสมัย จิตวิณญาณของ Blancpain ด้านศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลยังคงได้รับการถ่ายทอดผ่านคอลเลกชั่น Villeret โดยหนึ่งในเรือนเด่นคือ Villeret Quantième Complet Phases de Lune หรือ Complete Calendar Moonphase ใหม่ ที่สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา ผ่านตัวเรือนเรดโกลด์ 18K ขนาด 40 มม. จับคู่กับหน้าปัดสีโอพาลีน พร้อมฟังก์ชันแสดงข้างขึ้นข้างแรมดีไซน์ใหม่ที่สร้างคาแรกเตอร์อันโดดเด่นให้กับเรือนเวลา ด้วยแผ่นดิสก์เซรามิกประดับพระจันทร์ทองคำ 18K ทรงโดมที่ผ่านการขัดลายซาติน ฝาหลังแซฟไฟร์คริสตัลเผยให้เห็นความประณีตของกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Calibre 6654.4 ที่มอบพลังงานสำรองนาน 72 ชั่วโมง
และไฮไลต์อีกหนึ่งเรือนจากคอลเลกชั่นปัจจุบันคือ Villeret Ultraplate หรือ Ultra-Thin ใหม่ ที่มาพร้อมตัวเรือนขนาด 38 มม. ในสัดส่วนที่ลงตัว โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีแซลมอนลายซันเบิร์สต์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของคอลเลกชั่น จับคู่กับตัวเลขทองคำ 18 กะรัตรมดำ และสายหนังนูบักโทนสีเทาเข้ม ถ่ายทอดความเรียบหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Villeret
ภายในงานยังจัดแสดง Blancpain Lady B เรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวเนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปีของคอลเลกชั่น Ladybird โดยหยิบแรงบันดาลใจจาก Ladybird Bullet รุ่นประวัติศาสตร์ปี 1956 มาตีความใหม่ พร้อมสืบทอดมรดกด้านการย่อส่วนกลไกของ Blancpain ผ่าน Calibre 615 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกจักรกลอัตโนมัติที่มีขนาดเล็กที่สุดในยุคปัจจุบันที่พัฒนาขึ้นภายในโรงงานของเมซงเอง บรรจุในตัวเรือนขนาดเพียง 19 มม. และมีปริมาตรเพียง 2.9 ลบ.ซม.

ด้าน คุณกฤษณ์ ภีมะโยธิน ประธานกรรมการบริหาร สวอท์ช กรุ๊ป ประเทศไทย และผู้จัดการบริหารแบรนด์ Blancpain ยังได้เผยถึงเสน่ห์ของนาฬิกายุค neo-vintage และเคล็ดลับในการเลือกสะสมว่า “เสน่ห์ของนาฬิกายุค neo-vintage อยู่ที่ความเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่าง Blancpain จะให้ความสำคัญกับศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกากลไกเป็นอย่างมาก ทำให้เรือนเวลาในยุคนี้ยังคงเห็นรายละเอียดของงานฝีมือ รวมถึงกลไกซับซ้อนที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นาฬิกาแต่ละเรือนมีเรื่องราวของตัวเอง สำหรับคนที่สนใจสะสมนาฬิกายุคนี้ การเลือกจะต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์พอสมควร หากยังไม่มั่นใจก็สามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ หรือปัจจุบันก็มีเรือนเวลารุ่นใหม่ที่หยิบแรงบันดาลใจจากยุคนี้มาตีความใหม่ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับการเริ่มต้นทำความรู้จักกับเสน่ห์ของนาฬิกายุคนี้ ส่วนเรื่องการดูแลรักษาก็สามารถส่งเข้าศูนย์บริการได้ตามปกติ และควรเข้ารับการดูแลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เรือนเวลายังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์”
นอกจากนี้เตรียมพบกับอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ Blancpain ในประเทศไทย กับการเปิดตัว Blancpain Boutique แบบเต็มรูปแบบแห่งแรกในประเทศไทย ณ ICONSIAM ในเดือนพฤศจิกายนนี้
สำหรับผู้ที่หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา สามารถร่วมชมเรือนเวลาหายากจากยุค neo-vintage พร้อมเรือนไฮไลต์จากคอลเลกชั่น Villeret ได้ที่ Blancpain Salon ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน ที่งาน Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ระหว่างวันที่ 18 ถึง 27 กันยายนนี้
16 ก.ย. 2569
16 ก.ย. 2569
18 ก.ย. 2569