Last updated: 9 มิ.ย. 2569 | 3363 จำนวนผู้เข้าชม |
ห่างหายจากการมาเยี่ยมเยือนแฟนนาฬิกาชาวไทยมาหลายปี เมื่อสถานการณ์โลกกลับมาเป็นปกติแล้ว Maximilian Büsser ผู้ก่อตั้งแบรนด์นาฬิกา MB&F ได้เดินทางมาประเทศไทยอีกครั้ง การกลับมาในครั้งนี้นอกจากจะนำผลงานคอลเลกชันใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากยานยนตร์อย่าง HM8 Mark 2 มาแนะนำนักสะสมด้วยตนเองแล้ว ครั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งผลงานพิเศษที่ MB&F ได้รังสรรค์เป็นพิเศษเพื่อวาระครบรอบ 15 ปีของพันธมิตรคนสำคัญของแบรนด์คือ PMT The Hour Glass อีกด้วย
ช่วยเล่าถึงการสร้างสรรค์คอลเลกชัน HM8 และ ทำไมถึงต้องเป็น “Mark 2” ด้วย?
ต้องกล่าวว่า ที่จริงเราควรจะต้องเรียกคอลเลกชันนี้ว่า HM5X อันเป็นนาฬิกาสำหรับวาระครบรอบ 10 ของคอลเลกชัน HM5 และควรที่จะต้องเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว แต่ด้วยความไม่พร้อมด้านวัสดุจึงจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดตัวมาเป็นปีนี้แทน ส่วนคำว่า “Mark 2” เป็นคำที่มักจะใช้กับรถยนต์โบราณในยุคปี 50s หรือ 60s ตัวอย่างเช่น รถยนต์ Jaguars ที่มีรุ่นที่เป็น Mark II หลายรุ่น จึงได้นำเอาคำคำนี้มาปรับใช้กับคอลเลกชันนี้ ต้องกล่าวว่า ในระหว่างปี 2012 ถึง ปี 2016 เราได้เปิดตัวคอลเลกชัน 3 คอลเลกชัน ที่เสมือนเป็นซีรีย์เดียวกัน คือ HM5, HMX และ HM8 ซึ่งหลังจากการสร้างสรรค์ HM8 ผมก็คิดว่าผลงานไตรภาคทั้ง 3 นี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในช่วงวิกฤติ Covid ที่ผ่านมาผมได้นึกถึงงานดีไซน์รถยนต์ของสำนักออกแบบสัญชาติอิตาเลี่ยน Zagato ที่ได้ออกแบบรถยนต์สำหรับการแข่งขันที่โด่งดังมากมาย และได้เคยออกแบบโมเดลที่มีหลังคาเป็นโดมโค้ง 2 ช่วง ที่เรียกว่า double bubble จึงได้ลองร่างแบบขึ้นมา และได้นำแบบดังกล่าวมาพัฒนาเป็นเรือนเวลา HM8 Mark II ในที่สุด กล่าวได้ว่า ผลงานนี้ เป็นการผสมผสานกันของคุณลักษณะสำคัญที่ได้จากคอลเลกชันนาฬิกา HM5, HMX และ HM8 ออกมาเป็นนาฬิกา HM8 Mark 2 ก็ว่าได้ นั่นคือเป็นนาฬิกาที่มีแรงบันดาลใจการออกแบบจากรถยนต์ และมีการใช้วัสดุที่เรียกว่า CarbonMacrolon วัสดุนี้ผลิตขึ้นสำหรับเราเท่านั้น อันมีส่วนประกอบของโพลีคาร์บอเนตที่มีประจุเป็นคาร์บอน โดยมีความแข็งแกร่งกว่าวัสดุโพลีคาร์บอเนตปกติ เช่นเดียวกับที่เคยใช้ในการผลิตตัวเรือนของคอลเลกชัน HM5 ปี 2012 การผลิตตัวเรือนในขนาดที่เล็กลงและเหมาะเจาะกับข้อมือมากยิ่งขึ้นอันเป็นคุณลักษณะที่ได้จากเรือนเวลา HMX ปี 2015 และการใช้กลไกอัตโนมัติซึ่งกลับด้านให้สามารถมองเห็นโรเตอร์ขึ้นลานรูปทรงหัวขวานนักรบผ่านกระจกด้านบนอันเป็นกลไกที่ใช้ขับเคลื่อนเรือนเวลา HM8 ปี 2016 นั่นเอง

สิ่งที่เป็นความน่าสนใจของนาฬิกาคอลเลกชัน HM8 Mark 2 อะไรบ้าง?
สิ่งที่น่าสนใจของนาฬิกาเรือนนี้คือ ในตอนที่เราได้สร้างสรรค์คอลเลกชัน HM8 ซึ่งมีขนาดตัวเรือนที่ใหญ่เพื่อให้มีพื้นที่มาพอสำหรับการบรรจุกลไกลงไปได้ และวิศวกรก็ได้เคยบอกไว้ว่าเราไม่สามารถที่จะทำให้ขนาดตัวเรือนเล็กลงได้มากกว่านี้อีกแล้ว สำหรับคอลเลกชัน HM8 Mark 2 เรายังคงใช้กลไกเครื่องเดิมจาก HM8 แต่เราสามารถที่จะลดขนาดตัวเรือนได้แล้ว จากโครงสร้างตัวเรือนแบบแซนวิช โดยจะมีโครงสร้างที่เป็นวัสดุไทเทเนียมและเติมเต็มด้วยชิ้นส่วนของ CarbonMacrolon นั่นทำให้ตัวเรือนมีน้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีสีสันที่น่าสนใจ สีขาวและสีเขียว และอย่างที่ได้กล่าวไป วัสดุดังกล่าวนี้เป็นวัสดุที่มีความทนทาน จัดว่าทนทานในระดับที่อยู่ระหว่างวัสดุทองคำและสเตนเลสสตีลก็ว่าได้ คือสามารถที่จะทนต่อรอยขีดข่วน และไม่แตกหักได้ง่ายๆ และการที่เลือกเป็นสีสองสีนี้ เพราะที่จริงผมต้องการให้เป็นสีขาวกับดำ แต่หลังจากที่ได้ลองทำตัวต้นแบบในสีดำแล้ว มันดูแย่มาก เราจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นสีอื่น ซึ่งในเมื่อเรามีต้นแบบดีไซน์จากรถยนต์ จึงทำให้ผมนึกถึงสีเขียวในแบบ British racing car และแน่นอนว่าดีไซน์ที่มีต้นแบบจากรถยนต์สำหรับแข่งขันที่ออกแบบโดย Zagato ที่ออกแบบให้ส่วนหลังคารถมีความโค้งมนเป็นโดมเพื่อให้เข้ากับนักขับที่ต้องสวมใส่หมวกกันน็อกเมื่อเข้าไปในห้องโดยสาร หัวก็จะไม่ชนหลังคานั่นเอง ดีไซน์เฉพาะตัวนี้เมื่อนำมาใช้กับตัวเรือนนาฬิการุ่นนี้ ก่อให้เกิดมิติความสวยงามในทุกมุมมองก็ว่าได้ ซึ่งในการสร้างตัวเรือนในดีไซน์นี้ เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะสำหรับการประดิษฐ์รายละเอียดที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ได้
อยากให้คุณเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ MB&F และผลงานที่ MB&F ได้สร้างสรรค์ขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 15 ปีของ PMT The Hour Glass?
15 ปีที่แล้ว คุณณรัณ และคุณไมเคิล ได้จับมือร่วมงานกันใช่ไหมครับ หนึ่งปีหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น MB&F ก็ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ PMT The Hour Glass และดำเนินความสัมพันธ์นี้มายาวนาน 14 ปีแล้ว และเมื่อคุณณรัณได้ขอให้ผมผลิตผลงานนาฬิกา ผมตั้งใจว่าจะต้องเป็นผลงานที่ทุกคนเห็นแล้วจะต้องร้องว้าวให้ได้ ผมจึงได้เลือกเอาคอลเลกชัน Flying T มาเป็นเรือนเวลาเพื่อการเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้ ในทุกๆ ปี เราจะนำเสนอคอลเลกชันเรือนเวลา Flying T ที่มาพร้อมกับพื้นหน้าปัดที่ผลิตจากหินล้ำค่าชนิดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ลาพิส ลาซูลี มาลาไคต์ และไทเกอร์อาย เป็นต้น ในครั้งนี้เราได้เลือกเอา ศิลามีค่าอย่าง 'Coeur de Rubis' หรือ เอนิโอไลต์ อันเป็นอัญมณีในตระกูลเดียวกับทับทิม แต่ไม่มีความโปร่งแสงเท่ากับทับทิม อีกทั้งยังหาได้ยากยิ่งจากแทนซาเนียซึ่งเป็นประเทศเดียวที่เป็นแหล่งของอัญมณีชนิดนี้ จริงๆ ต้องกล่าวว่าเรานำอัญมณีชนิดนี้มาตกแต่งลงบนสะพานจักรไม่ใช่หน้าปัด ซึ่งต้องอาศัยความระมัดระวังในการตกแต่ง เพราะวัสดุชิ้นนี้มีรูปทรงโค้งเป็นโดมเล็กน้อย อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ หน้าปัดขนาดเล็กสำหรับแสดงเวลา เดิมทีในเวอร์ชันอื่นๆ จะเป็นพื้นหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยการลงแลกเกอร์สีดำเงางาม แต่สำหรับเวอร์ชันนี้เราเลือกที่จะผลิตพื้นหน้าปัดจากโอนิกซ์ นาฬิการุ่นพิเศษนี้เราผลิตขึ้นในจำนวนเพียง 5 เรือนเท่านั้น ผมคิดว่านี่คือผลงานที่น่าสนใจมากเพราะมีการตกแต่งด้วยหินล้ำค่าถึงสองชนิด และหินเหล่านี้เป็นหินที่มีความหมายที่ดี โดยเฉพาะ Coeur de Rubis ที่มีความหมายว่าการนำมาซึ่งความสุขและการให้กำลังใจ อันเป็นความหมายที่สื่อถึงการร่วมธุรกิจกันจนเกิดเป็น PMT The Hour Glass นั่นเอง

ทำไมคุณถึงเลือกคอลเลกชัน Legacy Machine Flying T สำหรับการเฉลิมฉลองในโอกาสนี้?
ผมคิดว่า Flying T เป็นคอลเลกชันที่มีคุณค่าทางอารมณ์สำหรับผมมาก เพราะเป็นคอลเลกชันที่ผมสร้างสรรค์ด้วยแรงบันดาลใจจากความรักเพื่อคนที่รักซึ่งก็คือแม่และภรรยาของผม การจับมือกันระหว่าง PMT และ The Hour Glass เป็นเสมือนการแต่งงานกันของคนสองคน และสำหรับโอกาสพิเศษนี้จึงเป็นเสมือนการฉลองครบรอบการแต่งงาน ดังนั้นคอลเลกชัน Flying T จึงเป็นนาฬิกาที่เหมาะกับวาระนี้มากที่สุด
การก่อตั้ง M.A.D. House ที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่ของ MB&F มีที่มาอย่างไรและเป็นอย่างไรบ้างในวันนี้?
เราก่อตั้ง M.A.D. House มาได้เกือบปีแล้วครับ เดือนกันยายนที่จะถึงนี้ก็ครบหนึ่งปีพอดีครับ ซึ่งจริงๆ ในความคิดผม ผมอยากจะได้โรงงานที่มีบรรยากาศเก่าๆ แต่เราไม่สามารถที่จะหาทำเลตามที่คิดได้ ในเจนีวาส่วนใหญ่ก็จะมีที่ทำงานที่มีความทันสมัยเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผมไม่ค่อยชื่นชอบอะไรแบบนี้เลย วันนึงนายหน้าที่เราติดต่อกันได้พาผมไปดูบ้านเก่าหลังหนึ่งซึ่งอยู่กลางป่า เป็นบ้านที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1907 หลังจากที่ได้ไปดูด้วยตนเอง ผมรู้สึกสนใจมากๆ บอกกับนายหน้าว่า ผมอยากจะได้บ้านหลังนี้ แต่เนื่องจากเป็นบ้านที่มีสภาพค่อนข้างเก่า ซึ่งอาจจะมีงบประมาณการซ่อมแซมที่สูง เราจึงยังไม่ตัดสินใจ และกลับไปมองหาออฟฟิศอื่นๆ แต่แล้วผู้อำนวยการฝ่ายผลิตของเราก็ได้เข้ามาบอกกับผมว่าให้ลองกลับไปที่บ้านหลังนั้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้เราได้ลองเจรจากับเจ้าของบ้านหลังนี้ดู เขาเล่าว่าเขาได้ซื้อบ้านหลังนี้มาเมื่อปี 1949 ซึ่งเราบอกกับเขาว่าเราอยากจะเช่าบ้านหลังนี้ แต่ด้วยความเก่าของบ้าน คงจะต้องใช้เงินมากมายในการซ่อมแซมบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านจึงเสนอว่าเขายินดีที่จะช่วยออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้านส่วนหนึ่ง ซึ่งการซ่อมแซมทั้งหมดใช้เวลาราว 2 ปี ทั้งนี้ด้วยจำนวนพนักงานที่ขยายมาขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้ M.A.D. House ไม่มีพื้นที่เพียงพอกับพนักงานทุกคน ทั้งนี้เราแก้ปัญหานี้ด้วยการเพิ่มพื้นที่โรงนาเก่าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน และเจ้าของที่ก็ยินดีให้เราปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ใช้ในการทำงาน ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงในสามปี
ในช่วงเวลา 17 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 18 MB&F ตอนนี้มีกลไกของตนเองทั้งหมด 20 เครื่องด้วยกัน แน่นอนว่าเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของแบรนด์ทั้งสิ้น แต่ถ้าเราให้คุณเลือกกลไกเพียงหนึ่งเครื่องที่คิดว่าเป็นกลไกที่สร้างความทรงจำที่ดีกับคุณมาที่สุดคุณจะเลือกกลไกเครื่องใด?
ที่เป็นคำถามที่ยากมากๆ เลยนะครับ (หัวเราะ) แต่ผมคิดว่าเป็น Legacy Machine Perpetual เพราะว่านี่คือผลงานชิ้นเอกชิ้นแรกจาก Stephen McDonald คนที่สุดยอดมากๆ คนหนึ่ง คนที่เป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง เขาผ่านอะไรในชีวิตมามากมาย เป็นชีวิตที่แสนลำบากยากเข็ญ ซึ่งในตอนที่เราได้รับรางวัล Aiguille d'Or จากนาฬิกาคอลเลกชันนี้ ผมไม่สามารถเอ่ยความรู้สึกที่มีออกมาได้เลย เพราะผมเข้าใจเขาดีว่าเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ใช้เวลายาวนานถึง 12 ปี ในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานนี้

2 ก.ค. 2569
2 ก.ค. 2569
2 ก.ค. 2569
2 ก.ค. 2569