JEAN CHRISTOPHE SABATIER

Last updated: 9 มิ.ย. 2569  |  731 จำนวนผู้เข้าชม  | 

JEAN CHRISTOPHE SABATIER

ความบางและความหนาแน่นคือสิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงตามหลักธรรมชาติ ซึ่งหากเราต้องการปกป้องสิ่งที่อยู่ด้านใน เราต้องสร้างเกราะป้องกันภายนอกให้หนาแน่นที่สุดซึ่งตามมาด้วยมวลที่มากขึ้น ในเรื่องของระบบการกันน้ำของนาฬิกาก็เช่นกัน โดยนาฬิกาดำน้ำทั่วไปมีตัวเรือนที่หนาและมีน้ำหนักอยู่พอสมควร แต่วันนี้มีแบรนด์นาฬิกาแบรนด์หนึ่งที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดที่กล่าวมานี้ลงได้แล้ว นั่นคือ Ulysse Nardin ด้วยการสร้างนาฬิกาดำน้ำที่มีน้ำหนักเบาอย่างเหลือเชื่อเพียง 52 กรัม Jean Christophe Sabatier, Chief Product Officer แห่ง Ulysse Nardin ได้สละเวลาอธิบายเพิ่มเติมในเรื่องของนาฬิกาเจ้าของสถิติโลกพร้อมเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคตอันใกล้

ก่อนอื่นเลย อยากทราบว่าคอลเลกชัน Diver ของ Ulysse Nardin มีวิวัฒนาการอย่างไรบ้าง?
คอลเลกชัน Diver ของเราเริ่มขึ้นจากการผลิตนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกในปี 1964 โดยแนวคิดพื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้คือนาฬิกาสำหรับดำน้ำที่มีฟังก์ชันทางเทคนิค อย่างเช่น สำหรับใช้ในการดำน้ำเพื่อการศึกษาวิจัยปิโตรเลียม เป็นต้น จากนั้นอุตสาหกรรมนาฬิกาดำน้ำก็ได้มีการพัฒนา และคอลเลกชัน Diver ก็ได้จัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของนาฬิกาสปอร์ต หมายความว่า คุณซื้อนาฬิกา Diver เพราะคุณอาจจะเป็นคนที่ชื่นชอบการดำน้ำก็ดี หรือคุณอาจจะชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ตโดยไม่ได้นำไปใส่ดำน้ำก็ได้ Ulysse Nardin เรามีความพิเศษอยู่ในคอลเลกชัน Diver นั่นคือเราผสมผสานกลไก in-house โครโนมิเตอร์ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับแบรนด์เรา และในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่เป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างในปี 2009 เราได้นำเสนอนาฬิกาดำน้ำพร้อมระบบปฏิทินถาวร เรียกว่าเป็นนาฬิกาที่มีความน่าทึ่งและไม่เหมือนใครเลย ปี 2021 เราได้ผลิตนาฬิกานาฬิกาสเกเลตันสำหรับดำน้ำ และในปีนี้เราได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Diver Air ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำที่มีรายละเอียดทางเทคนิคมากที่สุดที่เราเคยมีมา นั่นคือเป็นนาฬิกาที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษเพียง 52 กรัม พร้อมความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 200 เมตร อีกทั้งยังมีคุณสมบัติตามมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำทั่วไปทุกประการ แต่ขณะเดียวกันก็มีรายละเอียดที่สวยงามโดดเด่นเป็นพิเศษ


ความท้าทายในการสร้างสรรค์คอลเลกชัน Diver Air เป็นอย่างไร?
เราต้องการที่จะสร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำระบบกลไกจักรกลที่มีน้ำหนักเบาที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นนาฬิการุ่นนี้จึงเป็นสถิติโลกและการที่จะได้มาซึ่งนาฬิกาเรือนนี้ เราต้องผ่านการเดินทางอันยาวนานเลยทีเดียว เพราะแน่นอนว่าจุดประสงค์ด้านการสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีน้ำหนักเบามีความขัดแย้งกับคุณสมบัติการกันน้ำที่แน่นหนา ระบบการกันน้ำจะต้องเกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนที่หนาเพื่อปกป้องนาฬิกา ดังนั้นเราจึงต้องทำงานทั้งสองด้านทั้งในเรื่องของการลดทอนในเรื่องของความแน่นหนาแต่จะต้องรองรับการกันน้ำได้อย่างหนึ่ง และจุดมุ่งหมายในการสร้างสถิติโลกในเรื่องของน้ำหนักเบาอย่างหนึ่ง และนี่คือความท้าทายอย่างยิ่งในการผลิตคอลเลกชันนี้

กลไกที่โปร่งใสมีผลกระทบต่อความต้านทานต่อความกดดันที่เกิดขึ้นเมื่อมีการดำน้ำหรือไม่อย่างไร?
ไม่ครับ กล่าวได้ว่า เราได้สร้างหลักการบางอย่างที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการกันน้ำที่ทำให้เราสามารถใช้ปะเก็นเฉพาะได้ เราได้สร้างโครงสร้างเฉพาะกับตัวเรือนนาฬิกา ซึ่งทำให้เราสามารถนำเสนอมิใช่แค่เรื่องของการปกป้องอย่างดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความโปร่งใสเพียงพอที่จะเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายในนาฬิกาด้วย สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ได้จากภูมิปัญญาที่เราสั่งสมมาสำหรับการสร้างสรรค์นาฬิกาดำน้ำมายาวนานหลายปี


ทิศทางของคอลเลกชัน Freak ในอนาคตอันใกล้นี้เป็นอย่างไร?
Freak เป็นคอลเลกชันที่สำคัญมากสำหรับเรา เพราะเป็นนาฬิกาที่เป็นไอคอนิกจริงๆ เป็นการนำเสนอแนวคิดที่ไม่เหมือนใครและไม่มีที่ไหนในโลกเทียบได้ ดังนั้นเราจะมีการพัฒนาหลายๆ สิ่งในคอลเลกชันนี้ต่อไป ผมเชื่อว่า Freak สมควรได้รับการพิจารณาให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นไอคอนิกเหมือนกับนาฬิการุ่นดังจากหลายๆ แบรนด์ สำหรับผมนี่คือผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นในอนาคตคุณจะได้เห็นนาฬิการุ่นใหม่ที่คาดไม่ถึง และนั่นคือหลักการของ Freak ที่จะมองไปยังอนาคตเสมอ Freak เป็นรากฐานของการสร้างสรรค์ที่หากมองย้อนกลับไป จะมีแต่เรื่องของความล้ำหน้าเสมอ ดังนั้นคุณจะได้เห็นบางอย่างที่น่าสนใจในโอกาสพิเศษมากมายช่วงปลายปีนี้ต่อไปถึงปีหน้า รวมถึงยังมีบางความร่วมมือด้วย เรามีโปรเจกต์มากมาย โดยเฉพาะปีนี้ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 180 ปีของแบรนด์และตรงกับวาระครบรอบ 25 ปีของ Freak ด้วย ซึ่งคุณจะได้พบกับ Freak แน่นอน ทั้งนี้อย่างที่กล่าวไปเราไม่ใช่แบรนด์ที่มองย้อนกลับไป ซึ่งจะไม่ใช่การนำเอาคอลเลกชันเดิมมาเปิดตัวใหม่แน่นอน ขอให้คุณรอชมการสร้างสรรค์ใหม่ของเราต่อไป

Ulysse Nardin ผสมผสานความรู้ทางเทคนิคกับจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร?
เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก แต่ผมจะตอบคำถามนี้อย่างไรดี (หัวเราะ) แม้เราจะเป็นบริษัทขนาดเล็กในแง่ของขนาด แต่เราก็มีสินทรัพย์มากมาย นั่นทำให้เรามีความยืดหยุ่น กล้าพอที่จะลอง เรามีทรัพยากรของตนเองแม้จะไม่ได้มากนัก แต่เราก็สามารถดำเนินการในแบบบูรณการได้ เรามีแหล่งผลิตในด้านงานฝีมือเช่นการเคลือบลงยา การวาดภาพขนาดเล็ก ขณะเดียวกันเราสามารถผลิตกลไกของตัวเองได้ เราสามารถผลิตเอสเคปเมนต์เป็นของตัวเอง เราสามารถผลิตชิ้นส่วนกลไกด้วยตนเอง เรามีความหลากหลายมาก ซึ่งนี้คือจุดแข็งของเรา ดังนั้นเราสามารถรวมเอาองค์ประกอบทั้งหมดนี้เข้าไว้ด้วยกันได้ อย่างที่เห็นจากการสร้างสรรค์นาฬิกา Freak ที่ผสมผสานงานเคลือบลงยา ผมขอสรุปว่า Ulysse Nardin เป็นเหมือนผู้สร้างสรรค์ค็อกเทลที่ผสมผสานองค์ประกอบต่างๆ ทั้งด้านนวัตกรรมและสุนทรียศาสตร์ให้ออกมาอย่างลงตัว

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

HUBLOT Jeff Koons

10 ก.ย. 2569

MR. ROMAIN MARIETTA

27 ก.ค. 2569

MR. AKIO NAITO

27 ก.ค. 2569

MR.ALEXANDRE MILLE

27 ก.ค. 2569

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้