Last updated: 29 เม.ย 2569 | 318 จำนวนผู้เข้าชม |
Hublot (อูโบลท์) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ภูมิใจในการเปิดบูติกแห่งใหม่ ณ เกษร อัมรินทร์ หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านลักชัวรี่รีเทลระดับแนวหน้าของกรุงเทพฯ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านราชประสงค์ โดยบูติกแห่งนี้ช่วยตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์ในประเทศไทย พร้อมสะท้อนความมุ่งมั่นในการดูแลและขยายคอมมูนิตี้ของนักสะสมและผู้ชื่นชอบนาฬิกาในภูมิภาคนี้
บูติกแห่งใหม่นี้ยังคงสะท้อนปรัชญา “Art of Fusion” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ได้อย่างชัดเจน โดยผสานความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมได้อย่างลงตัว การออกแบบภายในให้บรรยากาศอบอุ่นและเข้าถึงง่าย ด้วยการใช้วัสดุไม้จับคู่กับพื้นผิวสีดำและสเตนเลสสตีลขัดเงาอย่างกลมกลืน ช่วยสร้างมิติของพื้นผิวและเงาสะท้อนที่ดูเรียบหรู


สำหรับจุดเด่นของบูติกนี้คือ Immersive table ที่รังสรรค์ขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความเชี่ยวชาญทางด้านวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่เชิงประสบการณ์ ที่เปิดโอกาสให้สำรวจวัสดุล้ำสมัยซึ่งสะท้อนแนวทางการสร้างสรรค์นาฬิกาของแบรนด์ ตั้งแต่ทองคำที่ทนต่อรอยขีดข่วนซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตร เซรามิกสีสันสดใส ไปจนถึงแซฟไฟร์ที่เปล่งประกาย
บูติกแห่งนี้นำเสนอคอลเลกชั่นเด่นของ Hublot ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งรุ่นไอคอนิกอย่าง Big Bang และคอลเลกชั่น Classic Fusion ที่ดูคลาสสิกเหนือกาลเวลา รวมถึงนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดและรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นสุดพิเศษ โดยแต่ละเรือนสะท้อนแนวทางการสร้างสรรค์นาฬิกาชั้นสูงของ Hublot ที่ผสานวัสดุล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์อันโดดเด่น เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับการทำนาฬิการ่วมสมัย พร้อมเชิญชวนให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสโลกของ Hublot ในพื้นที่ที่รวบรวมไว้ทั้งนวัตกรรม ความสง่างาม และการบริการในแบบเฉพาะบุคคล


ในช่วงเวลาเดียวกับการเปิดบูติกแห่งใหม่นี้ ทาง Hublot ได้ร่วมมือกับ The Hour Glass (ดิ อาวร์ กลาส) เปิดตัวนาฬิการุ่น Classic Fusion Titanium Retroverse (คลาสสิก ฟิวชั่น ไทเทเนียม รีโทรเวิร์ส) ที่ออกมาให้เลือก 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีน้ำเงิน สีเขียว และสีเทา ผลิตในจำนวนจำกัดเพียงสีละ 30 เรือน ผลงานรุ่นพิเศษนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของการผลิตนาฬิกา ที่เชื่อว่าความหรูหราที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบที่ตายตัว หากแต่อยู่ในกระบวนการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นตัวแทนของเรื่องราวที่ค่อย ๆ ถูกถ่ายทอดผ่านกาลเวลา

เอกลักษณ์ด้านดีไซน์อยู่ที่ตัวเรือนขนาด 42 มม. และขอบตัวเรือนที่ผลิตจากไทเทเนียมรมดำพื้นผิวขัดด้าน ซึ่งตั้งใจให้แต่ละเรือนมีกลิ่นอายของกาลเวลาตั้งแต่วินาทีแรกที่สวมใส่ สะท้อนถึงความทนทาน ความเป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์ส่วนบุคคล ตัวเรือนมีความหนา 10.4 มม. มาพร้อมสกรูไทเทเนียมขัดเงาทรงตัว H อันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot จำนวน 6 ตัว และติดตั้งกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน เพื่อความคมชัดในการอ่านค่าเวลา
ขณะเดียวกัน รุ่น Classic Fusion Titanium Retroverse ยังคงสะท้อนปรัชญา “Art of Fusion” ของ Hublot พร้อมนำเสนอความแตกต่างทางเทคนิคที่น่าสนใจ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ HUB1105 ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ให้สามารถทำงานได้ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการรับรู้เวลา กลไกนี้ประกอบด้วยชิ้นส่วน 63 ชิ้น ทับทิม 21 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 4 เฮิร์ต (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) มอบประสิทธิภาพการสำรองพลังงานประมาณ 48 ชั่วโมง

อัตลักษณ์ของแต่ละรุ่นโดดเด่นด้วยดีไซน์พื้นหน้าปัดไล่เฉดสีแบบผิวเกรนในโทนสีน้ำเงิน สีเขียว หรือสีเทา จับคู่กับเข็มนาฬิกาขัดเงาเคลือบโรเดียม ทำให้ภาพรวมดูเรียบหรูและกลมกลืน แต่ละเรือนมาพร้อมสายหนังลูกวัวเป็นสายหลัก และมีสายหนังจระเข้เพิ่มอีกหนึ่งเส้น โดยทั้งสองสายมาในโทนสีที่เข้ากับหน้าปัดอย่างลงตัว มาพร้อมตัวล็อคสายแบบบานพับปรับได้ ทำจากสเตนเลสสตีลขัดด้าน เคลือบสีดำเพื่อเสริมลุควินเทจ รุ่นนี้ยังถือเป็นรุ่นสำหรับนักสะสม ด้วยจำนวนการผลิตจำกัดเพียงสีละ 30 เรือน
Classic Fusion Titanium Retroverse สำหรับ The Hour Glass ราคา 406,000 บาท และมีจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่บูติก PMT The Hour Glass ในประเทศไทย รวมถึงบูติก The Hour Glass ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม
เกี่ยวกับ HUBLOT
ในปี 1980 นับเป็นครั้งแรกที่นาฬิกาแบรนด์หนึ่งได้กล้าประกอบตัวเรือนทองคำเข้ากับสายยาง ซึ่งได้มาพลิกโฉมวงการนาฬิกาชั้นสูง ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นของขอบตัวเรือนทรงช่องหน้าต่างเรือที่มีสกรูปรากฏให้เห็นเด่นชัด จึงเป็นที่มาของชื่อ Hublot (อูโบลท์) พร้อมกับแนวคิดของศิลปะแห่งการผสมผสาน (Art of Fusion)
ในปี 2005 ทางแบรนด์ได้ยกระดับความคิดสร้างสรรค์ไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Big Bang (บิ๊ก แบง) มาพร้อมดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ ขนาดของตัวเรือนที่เหมาะสม และตัวเรือนในแบบหลายชั้น โดยในปีเดียวกัน Hublot ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จากงาน Grand Prix d'Horlogerie de Genève ตั้งแต่นั้นมา ด้วยวิสัยทัศน์ที่มาปฏิวัติวงการ นาฬิกา Big Bang ไม่เคยหยุดการพัฒนาและต่อยอดผลงานอย่างต่อเนื่อง และนี่คือนาฬิกาไอคอนเรือนแรกแห่งศตวรรษที่ 21
แนวคิดของการผสมผสานแฝงอยู่ในทุกองค์ประกอบ และเป็นแกนหลักที่แฝงไว้ในทุกคอลเลกชั่น นาฬิกา Big Bang ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ Classic Fusion (คลาสสิก ฟิวชั่น) ได้ผสานความโดดเด่นและเรียบง่ายได้อย่างสมดุล ส่วน Exceptional Timepieces (เอ็กเซ็ปชั่นนอล ไทม์พีซเซส) ได้เขียนนิยามแห่งความคาดหวังขึ้นใหม่กับผลงานสร้างสรรค์ที่มีรูปแบบไม่เหมือนใคร และด้วยแนวทางที่ท้าทายขนบธรรมเนียม Hublot ได้ถ่ายทอด DNA ของแบรนด์ผ่านกลไก In-house อย่าง Unico (ยูนิโค่), Meca-10 (เมก้า-10) และ Tourbillon (ทูร์บิญอง) ที่มาเพิ่มอีกมิติให้กับศิลปะแห่งการผสมผสาน
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป Hublot ได้ยกระดับการรับประกันสำหรับนาฬิกาที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งครอบครองหลังวันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป โดยการรับประกันพื้นฐานนาน 5 ปี และสามารถขยายการรับประกันเพิ่มเติมได้อีก 5 ปี ผ่านโปรแกรม Hublotista ทั้งนี้การลงทะเบียนเพื่อขยายระยะเวลาการรับประกันจะต้องดำเนินการในช่วงที่การรับประกันพื้นฐานยังคงมีผลอยู่ เพื่อให้การคุ้มครองรวมยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี
ศาสตร์แห่งการผสมผสานเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในจิตวิญญาณของ Hublot และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายใน La Manufacture เท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาในทุกมิติของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นบนสนามฟุตบอลผ่านความร่วมมือกับมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่าง UEFA Champions League และ UEFA Euro™ หรือในคอนเสิร์ต การแข่งขันบาสเกตบอล การแสดงศิลปะ ตลอดจนประสบการณ์ด้านรสชาติร่วมกับเชฟมิชลิน สตาร์ของ Hublot และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Hublot Vibes ผ่านช่วงเวลาที่แบ่งปันกันในกลุ่ม Hublotistas (อูโบลท์ทิสต้า) คอมมูนิตี้ที่ภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของนาฬิกา Hublot ซึ่งศิลปะแห่งการผสมผสานนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตไปอีกขั้น ความเป็นมาที่กลายเป็นวิถีชีวิต และนั่นคือ วิถีของ Hublot
29 เม.ย 2569
29 เม.ย 2569
27 เม.ย 2569
27 เม.ย 2569