CHOPARD World Sponsor and Official Timekeeper of the Mille Miglia 2026

Last updated: 14 มิ.ย. 2569  |  33 จำนวนผู้เข้าชม  | 

CHOPARD World Sponsor and Official Timekeeper of the Mille Miglia 2026

Mille Miglia ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–13 มิถุนายน กลับมาอีกครั้งเพื่อนำพาผู้หลงใหลในรถยนต์คลาสสิกออกเดินทางบนเส้นทางที่งดงามที่สุดของอิตาลี ตลอดห้าวันแห่งการแข่งขัน รถยนต์ประวัติศาสตร์กว่า 400 คันจะโลดแล่นบนเส้นทางระยะทาง 1,000 ไมล์ในรูปแบบวงรอบระหว่างเมืองเบรสชาและกรุงโรม โดยใช้เส้นทางรูปเลขแปดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันดั้งเดิมที่จัดขึ้นระหว่างปี 1927 ถึง 1938 การผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความท้าทายด้านกีฬา มรดกแห่งวิศวกรรมกลไก และทัศนียภาพอันตระการตา ทำให้การแข่งขันรายการนี้ยังคงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ทรงเกียรติและได้รับการจับตามองมากที่สุดในปฏิทินกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับนานาชาติ

วันที่ 9 มิถุนายน ที่ผ่านมา Chopard ได้กลับมาประจำตำแหน่งบนเส้นสตาร์ตของการแข่งขันอันเป็นที่รอคอยนี้อีกครั้ง ในวาระการดำรงบทบาท World Sponsor และ Official Timekeeper ติดต่อกันเป็นปีที่ 39 เมซงยังคงสานต่อหนึ่งในความร่วมมือที่ยืนยาวที่สุดระหว่างผู้ผลิตนาฬิกากับการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต Mille Miglia ซึ่งครั้งหนึ่งได้รับการกล่าวขานโดย Enzo Ferrari ว่าเป็น “การแข่งขันที่งดงามที่สุดในโลก” จึงนับเป็นเวทีอันโดดเด่นที่เปิดโอกาสให้ Chopard ถ่ายทอดความมุ่งมั่นที่มีต่อโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต ความเที่ยงตรงในการจับเวลา และวัฒนธรรมยานยนต์ได้อย่างเต็มเปี่ยม


หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์อันยาวนานนี้คือ Karl Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard ผู้มีความผูกพันกับการแข่งขันรายการนี้อย่างแนบแน่นนับตั้งแต่ความร่วมมือเริ่มต้นขึ้นในปี 1988 ในฐานะนักสะสมและนักขับรถคลาสสิกตัวยง เขาเข้าร่วมการแข่งขัน Mille Miglia แทบทุกครั้งตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และในปีนี้ เขากลับมานั่งในห้องโดยสารร่วมกับ Jacky Ickx ตำนานนักแข่งรถและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Chopard อีกครั้ง โดยทั้งคู่ขับรถ Mercedes-Benz 300 SL Gullwing ของครอบครัว Scheufele ลงแข่งขัน

การแข่งขันที่นิยามด้วยความแม่นยำ
นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1927 ความแม่นยำถือเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน Mille Miglia มาโดยตลอด ในรูปแบบการแข่งขันปัจจุบันซึ่งเป็นการรำลึกถึงรายการดั้งเดิม ผู้ขับขี่จะต้องรักษาความเร็วเฉลี่ยตามที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงเวลาจับเวลา ทำให้ระบบจับเวลาที่แม่นยำและเชื่อถือได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างยิ่ง ความเชื่อมโยงโดยธรรมชาติระหว่างการแข่งขันรถยนต์และศาสตร์แห่งการบอกเวลานี้เอง คือเหตุผลที่ทำให้ Mille Miglia และ Chopard เป็นคู่ที่สอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขณะที่คอลเลกชัน Mille Miglia ของแบรนด์ก็ถ่ายทอดจิตวิญญาณและสุนทรียศาสตร์ของมอเตอร์สปอร์ตคลาสสิกสู่โลกแห่งการประดิษฐ์นาฬิการ่วมสมัยมาอย่างต่อเนื่อง

ทันทีที่เสียงเครื่องยนต์คำรามก้องขึ้นในเมืองเบรสชา Chopard ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Mille Miglia GTS Power Control – 2026 Racing Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือน และ Mille Miglia Classic Chronograph Raticosa

จากเบรสชาสู่กรุงโรมและกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น
เส้นทางการแข่งขันประจำปี 2026 จะพาผู้เข้าแข่งขันผ่านเมืองปาดัว มอนเตกาตินี แตร์เม กรุงโรม และริมินี พร้อมเผชิญบททดสอบบนเส้นทางภูเขาในตำนานอย่างช่องเขา Raticosa และ Futa เส้นทางอันท้าทายนี้ผสมผสานทั้งทักษะการขับขี่ ถนนสายประวัติศาสตร์ และทัศนียภาพอันน่าประทับใจ อีกทั้งยังพาดผ่านพื้นที่มรดกโลกของ UNESCO หลายแห่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมิติทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งของการแข่งขัน

เสาร์ที่ 13 มิถุนายน วันสุดท้ายของการแข่งขัน ขบวนรถจะออกเดินทางจากชายฝั่งทะเลเอเดรียติกมุ่งหน้าสู่เมืองเฟอร์รารา ก่อนจะกลับเข้าสู่เส้นทางขาออกเดิมและเดินทางต่อไปยังเมืองมันตัว จากนั้นผู้เข้าแข่งขันจะมุ่งสู่เส้นชัยบนถนน Viale Venezia ในเมืองเบรสชา ปิดฉากการแข่งขัน Mille Miglia ฉบับรำลึกครั้งที่ 44 อย่างสมบูรณ์แบบ และนับเป็นการนับถอยหลังสู่หมุดหมายสำคัญของการแข่งขันที่กำลังจะเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีในปี 2027

ในปีนี้ Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard และนักสะสมรถยนต์คลาสสิกผู้เปี่ยมด้วยความหลงใหล กลับมาร่วมแข่งขัน Mille Miglia อีกครั้ง โดยนั่งประจำห้องโดยสารเคียงข้าง Jacky Ickx ตำนานนักแข่งรถและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Chopard ทั้งคู่ลงสนามด้วย Mercedes-Benz 300 SL Gullwing รถยนต์คลาสสิกอันทรงคุณค่าจากคอลเลกชันส่วนตัวของครอบครัว Scheufele.


พรัอมกันนี้ Chopard ยังได้เปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Mille Miglia Classic Chronograph Raticosa ใหม่ล่าสุด บทสดุดีแด่ช่องเขาในตำนานของ “การแข่งขันที่งดงามที่สุดในโลก”

Chopard เปิดตัวการตีความบทใหม่ของ Mille Miglia Classic Chronograph Raticosa สานต่อการยกย่องหนึ่งในช่วงเส้นทางที่เป็นตำนานมากที่สุดของการแข่งขันรถยนต์ทางไกลประวัติศาสตร์แห่งอิตาลี ซึ่งแบรนด์มีความผูกพันในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1988

นาฬิการุ่นล่าสุดนี้ได้รับการตั้งชื่อตาม Raticosa Pass ช่องเขาอันโด่งดังที่ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของ Mille Miglia เพื่อเฉลิมฉลองสถานที่ซึ่งความทรหดของกลไก ทักษะของมนุษย์ และความงดงามของภูมิประเทศ หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างน่าประทับใจ จนกลายเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ได้รับการจดจำมากที่สุดของ “การแข่งขันที่งดงามที่สุดในโลก” ตามคำกล่าวของ Enzo Ferrari

Raticosa Pass ตั้งอยู่บนความสูง 968 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในแนวเทือกเขาแอเพนไนน์ที่เชื่อมแคว้นทัสคานีกับเอมีเลีย-โรมัญญา โดยทอดตัวเชื่อมระหว่างเมืองฟลอเรนซ์และโบโลญญาผ่านชุดโค้งคดเคี้ยวอันน่าตื่นตาตื่นใจที่เจาะผ่านไหล่เขา ช่องเขาแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงประวัติศาสตร์ State Road 65 และครองสถานะอันโดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ของอิตาลี ไม่เพียงเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หากยังเป็นหนึ่งในช่วงเส้นทางชี้ขาดของการแข่งขัน Mille Miglia ระหว่างปี 1927 ถึง 1957 อีกด้วย

เคียงข้าง Futa Pass ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน Raticosa ยังคงเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงของเส้นทาง Mille Miglia ที่ยังสามารถขับขี่ได้ในสภาพแทบไม่ต่างจากเมื่อปี 1955 ด้วยทางขึ้นเขาอันชันและโค้งต่อเนื่องที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ผ่อนคันเร่ง ช่องเขาแห่งนี้จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้ Enzo Ferrari เคยกล่าวไว้ว่า “คุณจะคว้าชัยใน Mille Miglia ได้ที่ Raticosa Pass” และจิตวิญญาณแห่งความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้เองที่ Chopard นำกลับมาตีความอีกครั้งผ่าน Mille Miglia Classic Chronograph Raticosa รุ่นใหม่ล่าสุด

นาฬิกา Raticosa รุ่นก่อนหน้านี้ล้วนได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานที่นักสะสมตามหาอย่างมาก ขณะที่รุ่นล่าสุดได้สานต่อมรดกดังกล่าวด้วยรายละเอียดการออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงอย่างประณีต เพื่อยกระดับทั้งเอกลักษณ์และคุณค่าในฐานะนาฬิกาสำหรับนักสะสม ตัวเรือนขนาด 40.5 มิลลิเมตรรังสรรค์จาก Lucent Steel™ สเตนเลสสตีลเฉพาะของ Chopard ซึ่งโดดเด่นด้วยความแวววาวและความทนทาน กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่องได้รับแรงบันดาลใจจากโครโนกราฟสำหรับการแข่งขันรถยนต์ในอดีต ช่วยเปิดมุมมองสู่หน้าปัดได้อย่างเต็มตา ขณะที่เม็ดมะยมดีไซน์ใหม่ ปุ่มกดจับเวลาแบบลายเซาะร่อง และข้อต่อตัวเรือนที่เชื่อมเข้ากับตัวเรือนอย่างสง่างาม ล้วนช่วยเสริมบุคลิกสปอร์ตที่ยังคงความสมดุลและความประณีตไว้ได้อย่างลงตัว

ด้านหลังตัวเรือนแบบทึบได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายสลักบนไทเทเนียม ซึ่งเลือกใช้วัสดุชนิดนี้เพื่อให้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดได้อย่างคมชัดและประณีตสูงสุด การออกแบบเปรียบเสมือนไปรษณียบัตรที่อุทิศให้แก่ Raticosa Pass และจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน โดยถ่ายทอดภาพรถยนต์ที่กำลังทะยานผ่านถนนบนภูเขา ท่ามกลางผู้ชมที่ยืนเรียงรายอยู่สองข้างทาง สะท้อนทั้งบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองและสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างการแข่งขันกับผู้คนที่เฝ้าติดตามมาโดยตลอด


หน้าปัดเคลือบเงาสีเปลือกไข่โดดเด่นด้วยพื้นผิวด้านอันนุ่มนวล จับคู่กับหลักชั่วโมงสีเบจที่เคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนว่า เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการอ่านค่า ภายในขับเคลื่อนด้วยกลไกที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์ พร้อมมอบพลังงานสำรองนาน 54 ชั่วโมง เพื่อความเที่ยงตรงในการใช้งาน นาฬิกาสวมใส่คู่กับสายหนังลูกวัวสีน้ำตาลเจาะรูในสไตล์ถุงมือขับรถคลาสสิก และมาพร้อมฟังก์ชันจับเวลาโครโนกราฟ มาตรวัดความเร็วแบบทาคีมิเตอร์ เข็มวินาทีขนาดเล็ก และระบบหยุดเข็มวินาทีเพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำ ขณะเดียวกันยังสามารถกันน้ำได้ลึก 50 เมตร

Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของ Chopard กล่าวถึงนาฬิการุ่นนี้ว่า “Raticosa Pass คือหนึ่งในช่วงเส้นทางที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความทรงพลังที่สุดของ Mille Miglia สำหรับรุ่นพิเศษนี้ เราต้องการยกย่องถนนในตำนานสายดังกล่าว ผ่านการถ่ายทอดทั้งความเข้มข้น ประวัติศาสตร์ และความสำคัญที่มีต่อการแข่งขัน ออกมาในรูปแบบของโครโนกราฟที่คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณเหนือกาลเวลา ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวคิดการสร้างสรรค์ร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน”

คอลเลกชัน Mille Miglia
ความหลงใหลในโลกมอเตอร์สปอร์ตของ Chopard ได้รับการถ่ายทอดอย่างชัดเจนผ่านความร่วมมืออันยาวนานกับการแข่งขัน Mille Miglia แรลลีทางไกลระดับตำนานของอิตาลี ซึ่งครั้งหนึ่ง Enzo Ferrari เคยกล่าวขานไว้ว่าเป็น “การแข่งขันที่งดงามที่สุดในโลก” ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกแห่งวงการนาฬิกาที่ก้าวเข้าสู่โลกของการแข่งขันรถยนต์ Chopard ดำรงตำแหน่ง World Sponsor และ Official Timekeeper ของรายการนี้มาตั้งแต่ปี 1988 ขณะที่ Karl-Friedrich Scheufele ประธานร่วมของแบรนด์ ก็เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเนื่องทุกปีนับตั้งแต่ปี 1989 โดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว

จากปีแรกแห่งความร่วมมือดังกล่าว ได้ถือกำเนิดคอลเลกชัน Mille Miglia ซึ่งนาฬิการุ่นแรกได้วางรากฐานให้กับหนึ่งในดีไซน์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของ Chopard ในเวลาต่อมา ไม่นานคอลเลกชันนี้ก็ได้รับการยอมรับในฐานะผลงานประจำปีที่นักสะสมทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอย โดยแต่ละรุ่นใหม่ล้วนเป็นเสมือนของสะสมที่ช่วยเติมเต็มมรดกอันยาวนานเกือบ 40 ปี ซึ่งหลอมรวมศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาเข้ากับจิตวิญญาณของการแข่งขันได้อย่างลงตัว

นาฬิกาในคอลเลกชัน Mille Miglia ผสานความแม่นยำของโครโนกราฟที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความท้าทายของการแข่งขันเข้ากับสุนทรียศาสตร์อันประณีตที่สามารถดึงดูดใจผู้ชื่นชอบนาฬิกาได้กว้างไกลเกินกว่ากลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ตเพียงอย่างเดียว

นอกเหนือจาก Race Edition ซึ่งเปิดตัวเป็นประจำทุกปีในช่วงเริ่มต้นการแข่งขันแล้ว คอลเลกชันนี้ยังโดดเด่นด้วยนาฬิการุ่นผลิตจำนวนจำกัดหลากหลายรุ่นที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่ององค์ประกอบสำคัญของประวัติศาสตร์ Mille Miglia ไม่ว่าจะเป็นช่วงเส้นทางในตำนานอย่าง Raticosa Pass เรื่องราวทางประวัติศาสตร์อย่าง Racing Colours หรือสีประจำชาติที่ใช้ระบุสัญชาติของทีมแข่งในอดีต ตลอดจนการสดุดีบุคคลระดับตำนานของวงการอย่าง Jacky Ickx และ Stirling Moss นอกจากนี้ บางรุ่นยังได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องสำนักออกแบบตัวถังรถยนต์ชั้นนำอย่าง Zagato อีกด้วย

การแสดงความเคารพต่อประวัติศาสตร์และบุคคลสำคัญเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้นาฬิกา Mille Miglia ได้รับสถานะอันโดดเด่นและเป็นที่หมายปองของนักสะสมทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

ดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกยานยนต์
ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของการแข่งขัน Mille Miglia ได้หล่อหลอมตัวตนของคอลเลกชันนาฬิกาทั้งหมดผ่านรายละเอียดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโลกยานยนต์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกลไกที่ผ่านการรับรองความเที่ยงตรง หน้าปัดและเคาน์เตอร์จับเวลาที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดบนแผงหน้าปัดรถแข่ง ปุ่มกดโครโนกราฟที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลูกสูบ สายหนังเจาะรูและสายยางลวดลายดอกยางรถยนต์ เม็ดมะยมที่สลักลายพวงมาลัย รวมถึงสัญลักษณ์ลูกศรสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ทั้งบนหน้าปัดและฝาหลังตัวเรือน

ในนาฬิการุ่นใหม่บางรุ่น Chopard ยังเลือกใช้กระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง (Glass-Box Crystal) ซึ่งช่วยถ่ายทอดเสน่ห์แบบวินเทจ พร้อมมอบมุมมองที่กว้างและอ่านค่าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น สะท้อนสายสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างศาสตร์แห่งการประดิษฐ์นาฬิกาและโลกแห่งการแข่งขันรถยนต์ที่เป็นหัวใจของคอลเลกชันนี้มาตลอดเกือบสี่ทศวรรษ

Lucent Steel™
Lucent Steel™ คือวัสดุสเตนเลสสตีลเฉพาะของ Chopard ที่ผลิตด้วยสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลสูงถึง 80% ผ่านกระบวนการหลอมซ้ำขั้นสูง ซึ่งช่วยให้ได้เนื้อวัสดุที่มีความบริสุทธิ์สูง โดดเด่นด้วยความแวววาวใกล้เคียงกับโกลด์ พร้อมคุณสมบัติไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ในระดับเดียวกับสเตนเลสสตีลทางการแพทย์ อีกทั้งยังมีความแข็งเป็นพิเศษ จึงทนทานต่อรอยขีดข่วนและการสึกหรอได้อย่างยอดเยี่ยม

Lucent Steel™ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 พร้อมกับคอลเลกชัน Alpine Eagle และนับตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา Chopard ได้นำวัสดุชนิดนี้มาใช้ในการผลิตนาฬิกาสเตนเลสสตีลทุกรุ่นของแบรนด์ ครอบคลุมทั้งตัวเรือนและสายนาฬิกา สะท้อนความมุ่งมั่นในการผสานนวัตกรรม วัสดุคุณภาพสูง และแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

การรับรองมาตรฐานโครโนมิเตอร์
สถาบันทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการแห่งสวิตเซอร์แลนด์ หรือ COSC (Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres) เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่รับรองความเที่ยงตรงของกลไกนาฬิกา โดยกลไกที่ยังไม่ถูกบรรจุลงในตัวเรือนจะต้องผ่านการทดสอบเป็นระยะเวลา 15 วัน ใน 5 ตำแหน่งการวาง และภายใต้อุณหภูมิ 3 ช่วงที่แตกต่างกัน

กลไกทุกชุดในคอลเลกชัน Mille Miglia ล้วนผ่านกระบวนการทดสอบตามมาตรฐานดังกล่าว เพื่อรับรองอัตราความคลาดเคลื่อนให้อยู่ในช่วงระหว่าง -4 ถึง +6 วินาทีต่อวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรฐานด้านความแม่นยำที่ได้รับการยอมรับสูงสุดของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส


Jacky Ickx และ Romain Dumas
แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Chopard
Jacky Ickx และ Romain Dumas คือสองบุคคลสำคัญแห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตที่ทำหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Chopard มาอย่างยาวนาน ทั้งคู่สะท้อนคุณค่าหลักของแบรนด์ผ่านความเป็นเลิศ ความทรหดอดทน และความหลงใหลในกีฬาความเร็วอย่างแท้จริง

Jacky Ickx เจ้าของชัยชนะในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans ถึง 6 สมัย และเพื่อนสนิทของ Karl-Friedrich Scheufele มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับ Chopard มานานกว่าสามทศวรรษ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณแบบ “Family Spirit” ของแบรนด์ เขาและ Karl-Friedrich Scheufele ร่วมลงแข่งขัน Mille Miglia ด้วยกันเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน และยังคงนั่งประจำห้องโดยสารเดียวกันในการแข่งขันครั้งสำคัญนี้อย่างสม่ำเสมอจนถึงปัจจุบัน

ด้าน Romain Dumas แชมป์การแข่งขันรถยนต์ทางไกลผู้ได้รับการยกย่องในระดับโลก เป็นที่รู้จักจากผลงานทำลายสถิติและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคอันโดดเด่น เขาเป็นตัวแทนของ Chopard ในภารกิจการแข่งขันที่ท้าทายที่สุดอยู่เสมอ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ต่อสมรรถนะ ความแม่นยำ และการแสวงหาความเป็นเลิศในทุกมิติของการสร้างสรรค์

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้